แบงก์-นอนแบงก์
ปีใหม่ต้องปัง!....เริ่มต้นปีด้วยเป้าหมายการเงินที่ใคร ๆ ก็ทำได้


 

หากใครเคยพังเพราะวางแผนการเงินอย่างไรก็ไม่ปัง ไม่บรรลุเป้าหมายสักที อย่าเพิ่งท้อ! ถือโอกาสปีใหม่ 2569 นี้ ตั้งเป้าวางแผนการเงินให้สำเร็จสักทีด้วยคำแนะนำดี ๆ จาก กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่อยากแชร์ 5 เคล็ดลับสานฝันสร้างเป้าหมายการเงินให้เป็นจริงได้

1. ทำความเข้าใจสถานะทางการเงินที่แท้จริงของตัวเอง

ถ้าปีที่แล้วคุณไม่ได้เก็บเงินตามเป้า ไม่เป็นไร ปีนี้ลองใหม่ แต่ครั้งนี้กำหนดแผนให้ชัดเจนกว่าเดิม ที่สำคัญคือควรทำความเข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเอง ลองรวบรวมข้อมูลทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายรับ รายจ่าย ในปีที่ผ่านมาเพื่อทำให้รู้ฐานะการเงินของคุณในปัจจุบันเพื่อจะสามารถกำหนดการวางแผนการเงินที่เหมาะสมของตัวเอง และตั้งเป้าหมายหรือปรับเป้าหมายทางการเงินให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ที่สำคัญควรฝึกนิสัยจดบัญชี รายรับ รายจ่าย ในแต่ละเดือนให้ชัดเจน จะได้ทราบสถานะทางการเงินและบริหารการใช้จ่ายของตนเองได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 
2. ตั้งเป้าให้ "ท้าทาย" แต่เป็นเป้าหมายที่คุณ "ทำได้"

เป้าหมายที่ดีคือเป้าที่ท้าทายพอจะทำให้คุณต้องพยายามแต่ไม่ยากมากไปจนทำไม่ได้จริง ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณตั้งเป้าเงินเก็บหลังเกษียณ ตัวเลขที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ชีวิตแบบไหน ดังนั้น การเก็บเงินเกษียณอย่างเหมาะสมควรเริ่มต้นจากลองวิเคราะห์รูปแบบชีวิตที่คุณต้องการหลังเกษียณโดยต้องคิดเผื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และให้รวมค่าใช้จ่ายกิจกรรมพิเศษที่อยากทำหลังเกษียณ (เช่น เล่นกอล์ฟ, ท่องเที่ยว เป็นต้น) และอย่าลืมเผื่อเงินสำรองฉุกเฉินไว้ด้วย จากนั้นให้คำนวณเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณตามกฎ 4% (4% Rule) ซึ่งคิดค้นโดย William Bengen นักวางแผนทางการเงินที่แนะนำว่าหากถอนเงินจากกองทุนเกษียณไม่เกิน 4% ต่อปี เงินจะอยู่ได้ประมาณ 30 ปี หากลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย (เช่น หุ้นและพันธบัตร) ทั้งนี้ หากอยากรู้โดยคร่าวว่าเราควรเตรียมเงินเกษียณเท่าไหร่เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ลองใช้สูตรนี้คำนวณโดยคร่าว ๆ เพื่อให้พอทราบแนวทางเพื่อจะสามารถวางแผนชีวิตได้ เช่น

[(คำนวณเงินที่ต้องใช้ต่อเดือน × 12 เดือน) = หาค่ากองทุนตามกฎ 4%] ค่ากองทุนตามกฎ 4% = รายจ่ายต่อปี????.????????

หากคุณอยากมีเงินใช้ต่อเดือนหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท เมื่อคูณ 12 เดือนจะได้รายจ่ายต่อปี 360,000 บาท เมื่อคำนวณเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณตามกฎ 4% จะได้ 9,000,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินคร่าว ๆ ที่คุณควรเตรียมไว้ จึงควรคิดทบทวนเหตุและผลว่าคุณเก็บเงินไปเพื่ออะไรเพื่อทำให้เกิดความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำจนสำเร็จ (ข้อมูลอ้างอิง : https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/564-tsi-financial-freedom-retirement-life และhttps://en.wikipedia.org/wiki/William_Bengen)

3. ซอยเป้าใหญ่ในการเก็บออมเงินให้เป็นเป้าเล็กที่ทำได้

เป้าหมายเก็บเงินไม่ควรดูยิ่งใหญ่มากเกินไปจนดูไกลเกินเอื้อมแต่แนะนำให้แบ่งซอยเป้าหมายเป็นรายปีเพื่อให้สามารถทำได้จริงเพราะเห็นความก้าวหน้าชัดเจน เช่น ถ้าตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะเก็บเงินให้ได้ 1 ล้าน สิ่งที่ต้องทำคือกำหนดว่าตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ห้าตั้งเป้าหมายเก็บเงินเท่าไหร่ เช่น ปีแรกปีละ 200,000 บาท ปีต่อไปปีละ 300,000 บาท เป็นต้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือขอให้ลองพิจารณาดูรายได้-รายรับ-รายจ่ายของตัวเองตลอดเวลาเพื่อวางแผนทำตามเป้าหมายต่อ เทคนิคที่ควรนำไปใช้คือ ‘เงินมาให้ตัดเก็บเข้าบัญชีอออมเงินก่อนแล้วค่อยใช้จ่าย’ อย่ารอเงินเหลือจึงค่อยเก็บเพราะมันจะไม่มีวันเหลือ นอกจากนั้น มองหาโอกาสรอบตัว หากมีช่องทางใดที่จะเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นด้วยวิธีสุจริตจะลองทำดูก็ไม่เสียหลาย

 
4. เรียนรู้ที่จะบริหารการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและระวังกับดักทางการเงิน

หาได้เท่าไรอาจไม่สำคัญเท่า ‘ใช้อย่างไร’ หากอยากบรรลุเป้าหมายทางการเงิน ต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ‘บัตรเครดิต’ ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่ช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ หากรู้จักจัดสรรการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสม เพราะทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร จะได้รับสิทธิพิเศษที่คุ้มค่า อาทิ คะแนนสะสม, เครดิตเงินคืน, ส่วนลดหรือโปรโมชันพิเศษจากร้านค้า-ร้านอาหาร-โรงแรม-สายการบินที่เป็นพันธมิตร, การผ่อนชำระสินค้าที่มีราคาสูงเป็นงวดๆ ในอัตราดอกเบี้ย 0% หรือตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดขึ้นอยู่กับโปรโมชันและเงื่อนไขของแต่ละแบรนด์สินค้า, ช่วยการบริหารสภาพคล่องและการเงินเนื่องจากมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยซึ่งโดยทั่วไปกำหนดไว้ 45-55 วัน ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทที่ให้บริการบัตรเครดิต จึงช่วยให้คุณมีเวลาในการจัดการเงินในมือได้นานขึ้น สิ่งสำคัญคือ ควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี นอกจากนี้ ควรต้องระวังกับดักทางการเงินที่ใหญ่ที่สุด คือ ‘Lifestyle Inflation’ หรือ การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อรายได้เพิ่มแทนที่จะเก็บเงินเพิ่มกลับกลายเป็นใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแทนเพราะเห็นคนอื่นโชว์ไลฟ์สไตล์แบบติดแกลมในโซเชียลมีเดียแล้วอยากได้บ้าง ทางแก้คือให้จำไว้ ‘รายได้เพิ่ม ให้เพิ่มเงินออมก่อน ไม่ใช่เพิ่มค่าใช้จ่าย’ จะช่วยให้คุณรักษาระดับการออมเงินให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจได้

5. ตรวจสอบตัวเลขการเงินที่สำคัญเพื่อเป็นเข็มทิศพาคุณไปสู่จุดหมาย

ควรหมั่นตรวจสอบตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถออมเงินได้ตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เช่น

· อัตราการเติบโตของรายได้ ทุกวันนี้เราไม่ควรมีรายได้ทางเดียวด้วยแนวคิดการกระจายความเสี่ยงของรายได้ อาจลองหาโอกาสหารายได้เสริมจากช่องทางต่างๆ เช่น รับรีวิวสินค้า, ขายของออนไลน์, ใช้ AI ช่วยสร้างสรรค์งานกราฟฟิก, เป็น Influencer สร้าง Content เป็นต้น และควรพยายามสร้างรายได้ให้เติบโตในระดับที่ไม่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ

· อัตราการออม ตัวเลขนี้ควรเริ่มต้นที่ 10% เพราะเป็นระดับเงินออมที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราการออมที่แนะนำคือ 30% หากเป็นไปได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคงเพราะเป็นอัตราการออมที่ช่วยให้คุณมีอิสระภาพทางการเงินได้

· อัตราผลตอบแทนการลงทุน ตัวเลขนี้ควรชนะเงินเฟ้อเพื่อรักษาความมั่งคั่งจากการลงทุนที่ไม่เสี่ยงเกินไป โดยเงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 10 ปี อยู่ที่ 2% ต่อปี ดังนั้นควรสร้างผลตอบแทนให้ได้เฉลี่ย 4% ต่อปีขึ้นไป

· อัตราดอกเบี้ย พยายามหาแหล่งเงินกู้ในระบบที่ดอกเบี้ยถูกและต้องชำระคืนตามสัญญา และอาจลองตรวจสอบวิธีที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในจังหวะที่เหมาะสม เช่น Refinance เพื่อลดดอกเบี้ย เป็นต้น

เป้าหมายที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ "เหตุผล" ที่คุณอยากทำ ดังนั้น การใช้ชีวิตโดยกำหนดเป้าหมายทางการเงินด้วยความต้องการอย่างแรงกล้าจะเป็นแรงผลักดันที่แท้จริงที่คุณจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เริ่มต้นกำหนดเป้าหมาย วางแผน และลงมือทำ! ได้ตั้งแต่ปีใหม่นี้ จำไว้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เกิดจากความสม่ำเสมอจากการที่คุณลงมือทำ

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ม.ค. 2569 เวลา : 15:45:03
09-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 9, 2026, 1:27 pm