สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
· เงินบาทแข็งค่าในช่วงแรกตามทิศทางราคาทองคำตลาดโลก แต่พลิกด้านอ่อนค่าช่วงกลางสัปดาห์ หลังดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวจากผลการประชุมเฟดและตลาดทองคำถูกขายทำกำไร
เงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงต้น-กลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดแรงหนุนในช่วงก่อนการประชุมเฟด และเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แสดงท่าทีไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าหลุดแนว 31.00 ไปแตะระดับ 30.866 ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือนครั้งใหม่ (นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2564) อย่างไรก็ดี เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงในช่วงกลางสัปดาห์ซึ่งตลาดประเมินว่า อาจเป็นการเข้าดูแลเพื่อลดความผันผวนของเงินบาทจากทางการ และถูกกดดันต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ร่วงลงจากแรงขายทำกำไร

นอกจากนี้ Sentiment ของเงินดอลลาร์ฯ ยังทยอยฟื้นตัวขึ้นในหลังการประชุมเฟดซึ่งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% และมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ตลาดประเมินว่า เฟดจะยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ ๆ นี้ ขณะที่ คำพูดของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ (ที่เน้นย้ำนโยบายดอลลาร์ฯ แข็งค่าและกล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าแทรกแซงเพื่อทำให้เงินเยนแข็งค่า) และการคาดการณ์รายชื่อประธานเฟดคนถัดไป (ที่ตลาดให้น้ำหนักไปที่นายเควิน วอร์ช) ก็เป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน
อนึ่ง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายงานเรื่องนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ซึ่งในรายงานฉบับนี้ไทยถูกเพิ่มชื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มติดตามใกล้ชิด (Monitoring list) ร่วมกับญี่ปุ่น จีน เยอรมนี ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวันและเวียดนาม อย่างไรก็ดี ปัจจัยนี้ยังไม่มีผลมากนักต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงปลายสัปดาห์
· ในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 ม.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 26-30 ม.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทย 34,470 ล้านบาท และ 237 ล้านบาท ตามลำดับ
· สัปดาห์ระหว่างวันที่ 2-6 ก.พ. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.00-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค.ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทย (8 ก.พ.)
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI และ ISM ภาคการผลิต/บริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนม.ค. ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงานเดือนธ.ค. รวมถึงตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOE และ ECB (5 ก.พ.) ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิต/บริการเดือนม.ค. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
· ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนช่วงกลางสัปดาห์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วนในเวลาต่อมา
SET Index ย่อตัวลงเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีปัจจัยลบจากความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อีกครั้ง อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นแรงในเวลาต่อมา โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ระดับ 1,344.87 จุดท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หุ้นกลุ่มพลังงานจากอานิสงส์ของราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้น รวมถึงแรงซื้อคืนหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ถูกขายในช่วงก่อนหน้านี้
ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์หลังจากเฟดมีมติคงดอกเบี้ยในการประชุมนัดแรกของปี พร้อมส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ รายงานข่าวที่ว่าสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มไทยเข้าสู่รายชื่อประเทศที่ต้องจับตาใกล้ชิดด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคท่ามกลางสัญญาณระมัดระวังของนักลงทุนระหว่างรอติดตามการประกาศผู้ถูกเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์
· ในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,325.62 จุด เพิ่มขึ้น 0.85% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 48,068.02 ล้านบาท ลดลง 14.33% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.88% มาปิดที่ระดับ 209.29 จุด
· สัปดาห์ถัดไป (2-6 ก.พ. 69) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,285 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,345 และ 1,355 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของไทย ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM
ภาคการผลิตและการบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงานเดือนม.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม ECB และ BOE ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนม.ค. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษ ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. (เบื้องต้น) ของยูโรโซน
ข่าวเด่น