เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : "ประกันสังคม" หลักประกันของมนุษย์เงินเดือนในอนาคต หรือเป็นเพียงความหวังที่ไม่มีวันมาถึง?


"การบริหารการประกันสังคมและเงินทดแทนที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ควบคู่กับการสร้างความสุขในการใช้ชีวิตให้แก่นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และบุคลากรของสำนักงานประกันสังคม" คือ พันธกิจหลักของสำนักงานประกันสังคม องค์กรแห่งความเชื่อมั่นที่ดำรงอยู่ภายใต้ธรรมาภิบาลและคุณภาพชีวิตที่ดี Good Governance and Good Life แต่เมื่อพิจารณาถึงมาตรฐานความโปร่งใสของการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซ้ำแล้วยังมีการบริหารงบของประกันสังคมที่สุ่มเสี่ยงชวนน่าสงสัย ทำให้สังคมโดยเฉพาะเหล่าผู้ประกันตนที่อยู่ในสถานะ “บังคับจ่าย” เงินสมทบเพื่อลงทุนใน “กองทุนประกันสังคม” เกิดการตั้งคำถามว่า เงินที่พวกเขาต้องจ่ายไปทุกเดือนเพื่อหวังว่าจะเป็นที่พึ่งพิงในยามบั้นปลายนั้น จะอยู่ครบถ้วนและได้กลับคืนมาใช้จริง ๆ หรือไม่เมื่อวันนั้นมาถึง
 
กองทุน คือ รูปแบบการลงทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก นำไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพบริหารจัดการ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ ดังนั้นตามหลักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม, กองทุนบำเหน็จบำนาญ, กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ SWF หรือแม้แต่กองทุนประกันสังคม ผู้ลงทุนซึ่งมีสถานะเป็นผู้ถือเงิน (Beneficiary) ต้องมีสิทธิ์รู้ว่าเงินถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์อะไร สัดส่วนเท่าไหร่ เพราะอะไรถึงทำแบบนั้น มีผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นอย่างไรเทียบกับ Benchmark รวมถึงใครเป็นคนตัดสินใจ และที่สำคัญ คือ ต้องโปร่งใสตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะเงินเหล่านั้นไม่ใช่เงินของผู้บริหารกองทุน
 
โดยที่ในฝั่งของ “กองทุนประกันสังคม” ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ประกันตนกรณีเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ หรือตาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากการทำงานหรือไม่ก็ตาม รวมไปถึงเรื่องของการคลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร, ว่างงาน และชราภาพ (เกษียณอายุไม่สามารถทำงานได้อีกแล้ว) โดยมีการนำเงินสมทบที่เก็บจากผู้ประกันตนและนายจ้าง ไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนในลักษณะ Social Security ดังนั้น หัวใจสำคัญของการลงทุนภายใต้ประกันสังคม ก็คือ “Liquidity” หรือ “สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว” เพื่อเอื้อต่อผู้ประกันตนจะสามารถนำเงินออกไปใช้ได้ในยามจำเป็นตามที่กล่าวมา  
 
แต่กองทุนประกันสังคม ดันมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่สภาพคล่องต่ำและขายแปลงเป็นเงินสดยาก อย่าง โครงการตึก SKYY9 มูลค่า 7,000 ล้านบาท หรือโครงการ TU DOME ตึกที่ดูซบเซาอีกหนึ่งแห่งที่ประกันสังคมเข้าไปลงทุนถืออยู่สัดส่วน 76.75% หรือคิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 800 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็น Best Investment ที่ส่งผลดีต่อผู้ประกันตน นอกจากนี้แล้ว เงินประกันสังคมยังถูกนำไปใช้ในการสร้างโรงอาหารที่ตั้งอยู่ในกระทรวงแรงงาน 12 ล้านบาท, จัดงบทำปฏิทินปีละ 50-70 ล้านบาท โดย 8 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณรวมกว่า 450 ล้านบาท, ใช้เงินตัดสูท 35 ล้านบาทให้กับพนักงานประกันสังคม โดยอ้างว่าเพื่อให้ประชาชนจำได้ว่าเป็นบุคลากรประกันสังคม หรือแม้กระทั่งแอพลิเคชั่น SSO Plus มูลค่า 850 กว่าล้านบาท แต่กลับปิดปรับปรุงล่มอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 21 ม.ค. 2569 ทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถตรวจสอบสิทธิสถานะ หรือรับเงินได้ผ่านระบบออนไลน์ อันส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ซ้ำแล้วบอร์ดแพทย์ประกันสังคม ยังมีโครงการที่เตรียมบินไปศึกษาดูงานที่อังกฤษ ด้วยตั๋วเฟิร์สคลาสและตั้งงบให้คนละ 5 แสนบาทอีกด้วย
 
ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทางประกันสังคมให้เหตุผลของการลงทุน และการกระทำที่ดูเหมือนจะผลาญงบไปในทิศทางเดียวกันว่า “ทำถูกต้องตามระเบียบเรียบร้อย” พร้อมกับยืนยันว่าเงินของผู้ส่งเงินสมทบอยู่ทุกบาททุกสตางค์ แต่ไม่ได้มีการแจกแจงอย่างชัดเจนว่า ทำไมถึงต้องลงเงินแบบนั้น หรือการจัดงบต่าง ๆ ส่งผลดีต่อกองทุนอย่างไรบ้าง ขัดกับพันธกิจที่ประกันสังคมกล่าวอ้างว่าโปร่งใส มีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ความทันสมัย ก็ไม่เข้าข่ายแม้แต่น้อย หากพิจารณาจากระบบแอพลิเคชั่นที่ลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลแต่กลับล่มอย่างน่าสงสัย พร้อมกับพิรุธหลายอย่าง เช่น การซื้อโครงการตึกมูลค่าเกินจริง การเข้าซื้อบริษัทที่มีหนี้สินติดมาด้วยในหลักพันล้านบาท การซื้อที่ดินรกร้าง หรือบริษัทที่รับตัดสูทตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งชนะการประกวดราคา 3 ครั้ง งบประมาณ 100 กว่าล้านบาท แต่มีสถานะร้างมาตั้งแต่ปี 2553

โดยหากพิจารณาถึงผลประกอบการ ก็ดูจะขัดกับหลัก Good Governance ตามที่สำนักงานประกันสังคมกล่าวอ้าง เพราะหากเรียกดูผลประกอบการประกันสังคมย้อนหลัง 30 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่เพียงแค่ 1% กว่าๆ หรือถ้าคิดจากผลตอบแทนของกองทุนนี้ 10 ปีย้อนหลัง ได้ผลตอบแทนประมาณ 2-3% ซึ่งน้อยเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันของประเทศอื่น ข้อสงสัยหลักจึงตกไปอยู่ที่ผู้ดูแลกองทุนประกันสังคม เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ และด้วยสถานะปัจจุบันที่กองทุนประกันสังคม คือ หนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเงินสะสมประมาณ 2.85 ล้านล้านบาท มาจากการสะสมของแรงงานตลอดหลายสิบปีที่ถูกหักไปในทุก ๆ เดือน เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ถูกเอาไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหรือเปล่า
 
ซึ่งตามหลักแล้ว กองทุนนี้จะมาเป็นเงินเก็บในอนาคตของคนทำงาน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่โดน “บังคับจ่าย” ตามมาตรา 33 อันเป็นระบบประกันสังคมภาคบังคับสำหรับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการ หรือบริษัทเอกชน อายุระหว่าง 15-60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้างทุกคน และต้องจ่ายเงินสมทบด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่า “ลูกจ้างจะไม่ถูกทอดทิ้ง” และ “นายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยงการทำงานของลูกจ้าง” โดยคอนเซปต์ของการบังคับจ่าย เนื่องจากเงินก้อนนี้ที่จ่ายทุกเดือน จะกลายเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต แต่เพราะลักษณะของกองทุนที่บังคับจ่าย ไม่จ่ายไม่ได้ (ผิดกฎหมายตามมาตรา 46-47) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่การให้เหตุผลแค่ว่าทำถูกต้องตามระเบียบเรียบร้อย
 
ดังนั้น กองทุนภาคบังคับจ่าย ที่ไม่ปฏิบัติต่อผู้จ่ายเงินเหมือนเจ้าของเงิน ไม่สามารถรับข้อมูลการลงทุนในระดับเดียวกับผู้ลงทุนกองทุนเอกชนได้ จึงอาจเป็นข้อสังเกตว่า จะดีกว่าไหมหากกองทุนประกันสังคม ออกจากระเบียบราชการ ซึ่งอยู่ในโครงข่ายอำนาจและมาตรฐานความโปร่งใสต่ำ ไปสู่การจัดทำให้เป็นนิติบุคคล เหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ ที่เป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับเช่นกันสำหรับราชการโดยเฉพาะ แต่ด้วยสภาพของการเป็นนิติบุคคล ทำให้มีการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการรายงานความคืบหน้าอัพเดตตลอดเวลาว่าเอาเงินกองทุนไปทำอะไรบ้าง
 
ทั้งนี้ กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในบอร์ดประกันสังคม จากสมาชิกของตัวแทนสังคมประกันก้าวหน้าที่มีการเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งพวกเขาเป็นคนที่เปิดโปงค่าใช้จ่ายที่น่าสงสัย และช่วยประหยัดงบของผู้ประกันตนไปได้แล้วกว่า 2,700 ล้านบาท จะถูกลดทอนอำนาจลง ผ่านคณะกรรมการประกันสังคมที่ออกกฎกติกาชุดใหม่ โดยใจความสำคัญของแผน ระบุว่า ผู้ประกันตนจะมีสิทธิเลือกตัวแทนของตัวเองได้ 1 เบอร์เท่านั้น จากเดิมที่เลือกได้ 7 เบอร์ และผู้สมัครเป็นตัวแทนไม่สามารถสมัครเป็นทีมได้ เท่ากับว่าผู้ประกันตนกำลังสูญเสียเอกภาพและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นผ่านตัวแทนของตัวเอง ที่หากกติกาชุดใหม่นี้ผ่าน อำนาจของกองทุนจะยิ่งโปร่งใสน้อยลงกว่านี้ และความหวังว่าจะได้ใช้เงินก้อนนี้ยามเกษียณก็อาจริบหรี่ลงทุกที ๆ

LastUpdate 04/02/2569 21:40:41 โดย : Admin
07-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 7, 2026, 7:35 pm