การค้า-อุตสาหกรรม
ITC ตอกย้ำผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก ชูนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ส่งมอบความแข็งแกร่งด้านงานวิจัย ตั้งเป้าปี 69 สร้างรายได้โต 15%


 
 

ITC โชว์ศักยภาพผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ชู 3 กลยุทธ์นวัตกรรม “Collaboration, Longevity และ Palatability” ผ่านความมุ่งมั่นในการส่งมอบโภชนาการที่มีความแข็งแกร่งด้านงานวิจัยรองรับและผลิตด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมของไอ-เทล เพื่อตอบสนองความต้องการของสัตว์เลี้ยงทุกช่วงวัย และสร้างโลกที่มีความสุขให้สัตว์ได้เติบโตอย่างดีและแข็งแรง พร้อมชูจุดเด่นด้านศูนย์วิจัย i-Cattery ผลักดันการเป็นผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก หนุนรายได้โต 15% ภายในปี 2569

สืบเนื่องจากกว่า 70% ของคนกลุ่ม Gen Z และ Millenial ที่มองว่าสัตว์เลี้ยงเปรียบเสมือนบุคคลในครอบครัว ทำให้เกิดเทรนด์ที่เจ้าของหันมามุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุที่ยืนยาว (Longevity) ของสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้น โดยประชากรสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตในช่วงโควิด-19 และปัจจุบันสัตว์เลี้ยงกลุ่มนี้เริ่มมีอายุมากขึ้น บรรดาเจ้าของสัตว์เลี้ยง (Pet Parents) จึงเริ่มมองหาตัวเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มโภชนบำบัด (Nutraceuticals) จะขยายตัวต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 7.1 ต่อปี นับจากปี 2569 และจะมีมูลค่าสูงถึง 8.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574

 

เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC จึงได้เร่งพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและรสชาติภายใต้หลักคิด Faster Better Tastier โดยที่ผ่านมามีการเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวมกว่า 548 รายการในช่วงปี 2567-2568 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม


 

นายภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ในปี 2569 เราเห็นกระแสการเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารและขนมสัตว์เลี้ยง จากดีมานด์ หรือแนวโน้มการเติบโตของประชากรสัตว์เลี้ยงทั่วโลกทั้งแมวและสุนัข จาก 786 ล้านตัวในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 850 ในปี 2573 ซึ่งมูลค่าตลาดอาหรสัตว์เลี้ยงจะเติบโต 3-4% หรือจาก 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ไปเป็น 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2573 ประกอบกับผู้บริโภค หรือเจ้าของจำนวนมากมองหาผลิตภัณฑ์ที่มอบประโยชน์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน วัดผลได้จริง และเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง ทางไอ-เทล จึงมองว่านวัตกรรมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นวัตกรรมของเราให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ (science-led nutrition) เพื่อช่วยส่งเสริมสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ตรงตามความต้องการกว่า 78% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่ต้องการยืดอายุขัยสัตว์เลี้ยงให้นานขึ้น พร้อมทั้งออกแบบให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และมอบความสุขให้กับสัตว์เลี้ยง

 

โดยทางไอ-เทล ได้ชู 3 เสาหลักของกลยุทธ์นวัตกรรม ได้แก่ Collaboration, Longevity และ Palatability ดังนี้

 

 

1. การผลักดันนวัตกรรมผ่านความร่วมมือ (Advancing Innovation Through Open Collaboration)
ไอ-เทล ทำงานร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาคอนเซปต์สินค้าต้นแบบ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่บูรณาการข้อมูลเชิงลึกของตลาดเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัท ขณะเดียวกัน ไอ-เทล ยังผนึกกำลังกับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการสัตว์เลี้ยง ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ภาควิชาการเข้ากับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง โดยความร่วมมือดังกล่าว ยังได้รับการสนับสนุนจากอีโคซิสเต็มนวัตกรรมของไอ-เทลและกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ศูนย์นวัตกรรม Global PetCare Innovation Center และศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Center ในการพัฒนา ทดสอบ และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

2. การยกระดับโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง (Pet Food Journey Toward Longevity)
เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ความคาดหวังของเจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงเปลี่ยนจากการเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐานด้านโภชนาการ สู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยงในระยะยาว ไอ-เทล จึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน (Functional Food) ภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่ตั้งอยู่บนหลักทางวิทยาศาสตร์ โดยไอ-เทล มีเป้าหมายขยายนวัตกรรมให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Supplement) โภชนบำบัด (Nutraceuticals) และ Personalized Diets ภายในปี 2573

 

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมด้านสุขภาพที่ให้ประโยชน์มากกว่าแค่โภชนาการขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ ตอบโจทย์กับชีวิตประจำวัน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงสินค้าในกลุ่มเฉพาะทางหรือสินค้าพรีเมียมเท่านั้น ที่ผ่านมา ไอ-เทลมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Functional Ingredients ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย อาทิ โปรตีนไฮโดรไลเซต (Protein Hydrolysates) โปรตีนย่อยง่ายคุณภาพสูงซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหารและเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ไปจนถึงส่วนผสมจากอาหารทะเลอย่างน้ำมันทูน่า และแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า ซึ่งต่อยอดมาจากความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากท้องทะเลของไทยยูเนี่ยน

นอกจากนี้ นวัตกรรมของไอ-เทลยังใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีการแปรรูปที่คงคุณค่าทางโภชนาการไว้อย่างครบถ้วน และยึดมั่นในมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ (responsible sourcing) พร้อมระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงและโปร่งใส (traceability)

 

 

3. นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยหลักวิทยาศาสตร์ พร้อมความอร่อยที่พิสูจน์ได้ (Science-Backed Innovation with Proven Palatability) 

ที่ไอ-เทล โภชนาการตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องมาควบคู่กับความอร่อยเสมอ โดยบริษัทมีการกำหนดให้ ความน่ากิน’ (Palatability) เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ซึ่งการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ช่วยให้บริษัทสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์จริงผ่านการทำงานร่วมกับบรรดาแมวนักชิมเพื่อถอดรหัสข้อมูลเชิงลึกและทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยง จนมั่นใจว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจาก i-Cattery จะเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ i-Cattery ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งกระบวนการคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น 3 เท่า โดยระหว่างปี 2566 ถึง 2568 i-Cattery ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กว่า 795 รายการให้กับแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์ 

ความมุ่งมั่นดังกล่าวนั้นตอกย้ำด้วยความสำเร็จของ i-Cattery ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์เพื่อการวิจัยและการดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์ในระดับสูงสุดจาก AAALAC International หรือ Association for Assessment and Accreditation of Laboratory Animal Care International โดยไอ-เทลถือเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพียงรายเดียวของโลกที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้บริโภคทั่วโลก

ทั้ง 3 เสาหลักของกลยุทธ์นวัตกรรมนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งอนาคต ผ่านการยกระดับมาตรฐานโภชนาการด้วยนวัตกรรมที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์และการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างโลกแห่งความสุขให้สัตว์เลี้ยงได้เจริญเติบโตด้วยสุขภาพที่สมบูรณ์ที่สุด 

โดยในปี 2569 ไอ-เทล ปักหมุดเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 15 % ของรายได้รวมในปี 2569 ต่อยอดจากการเติบโตที่ 11% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ส่วนการรุกตลาดที่เน้นการส่งออกต่างประเทศในสัดส่วน 98% ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่กดดันผู้บริโภคด้านการใช้จ่าย จึงมีการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ในกลุ่มตลาด Mid-range หรือตลาดระดับกลาง รวมถึงการปรับตัวในทุกองค์ประกอบไปจนถึงแพคเกจจิ้ง เพื่อบริหารอัตราส่วนของกำไรให้ยังเติบโตต่อเนื่องในช่วงเวลานี้

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 04 ก.พ. 2569 เวลา : 22:28:24
06-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 6, 2026, 7:50 am