เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "แกว่งรอผลเลือกตั้ง"


คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น นลท. ต่างชาติซื้อสุทธิต่ออีก 2.1 พันลบ. วันนี้มีรายงานเงินเฟ้อไทย คาดเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเป็นเดือนที่ 10 แต่อาจลดระดับลงจากเดือนก่อนที่ -0.28% โดยรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มปรับตัวดีกว่าภูมิภาคต่างจากปีก่อน แม้ช่วงสั้นรอผลเลือกตั้ง ปัจจัยภายนอกตัวเลขภาคการผลิตทั้งจีนและอินเดียดี เป็นสัญญาณบวกสำหรับเอเชีย ทางเทคนิค หากยืนระยะได้ พักตัวไม่หลุด 1330/1325 จะเป็นการทำฐานเพื่อขึ้นรอบใหม่

ประเด็นสำคัญ

• ผลสำรวจ FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน ม.ค. 2569 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ที่ระดับ 165.3 โดยมีปัจจัยหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า, สถานการณ์การเมืองในประเทศ และนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่วนหมวดธุรกิจที่น่าสนใจที่สุดยังคงเป็น ธนาคาร (BANK)

• กกร. กังวลเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมใหม่หากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้า ซึ่งจะซ้ำเติมการลงทุนจากภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า โดยงบปี 2569 มีการเบิกจ่ายเพียง 1.76 แสนลบ. หรือ 21.6% และยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในระดับต่ำที่ 1.6-2.0

• การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ โดย ADP ใน ม.ค. 2569 เพิ่มขึ้น 2.2 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่วนตัวเลขใน ธ.ค. 2568 ถูกปรับลงสู่ 3.7 หมื่นตำแหน่ง จาก 4.1 หมื่นตำแหน่ง สะท้อนภาวะการจ้างงานในสหรัฐฯ ที่คงชะงัก หรือ Low Hire, Low Fire

• EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อนลดลง 3.5 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เช่นเดียวกับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูป ทั้งดีเซลและเบนซินลดลง 5.6 และ 0.6 ล้านบาร์เรลผิดจากที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่ม สะท้อนความต้องการที่สูงขึ้นเป็นบวกต่อกลุ่มน้ำมันต้นน้ำ-โรงกลั่น

• ปธน. ทรัมป์ เผยหลังการหารือทางโทรศัพท์กับสี จิ้นผิง ว่าจีนกำลังพิจารณาการเพิ่มนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ โดยอาจเพิ่มการนำเข้าเป็น 20 ล้านตันในฤดูกาลนี้ (จาก 12 ล้านตัน) เป็นสัญญาณบวกช่วยลดความมตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนผ่อนคลายลง แต่เป็นลบเล็กน้อยต่อผู้ผลิตเนื้อสัตว์บกและผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1300–1380 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ., แนวโน้มการไหลเข้าของ Fund Flow, เงินเฟ้อ ม.ค. ซึ่งตลาดคาดอยู่ในช่วง -0.5% ถึง 0.2% และการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sectors ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ การจ้างงานและ PMI ภาคการผลิต ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินชอง ECB และ  BoE ในวันที่ 5 ก.พ. ตลาดคาดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ ติดตามทิศทาง Fund Flow และการประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทย กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้

1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM

2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI

3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเน้นหุ้น Big Cap. ซึ่งคาดเป็นเป้าของนักลงทุนต่างชาติที่จะกลับมาเพิ่มน้ำหนักตามความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP

Daily Top Picks

PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันสูงสุดในรอบ 4 เดือน จากกังวลการเจรจาระหว่างสหรัฐ-อิหร่านล้มเหลวและสต๊อกน้ำมันลดมากกว่าคาด ขณะที่ 4Q68 คาดเป็นไตรมาสที่มีกำไรสุทธิดีสุดในปี 2568 จากกำไรพิเศษประกันความเสี่ยงน้ำมัน FX และการต่อรองราคาซื้อโครงการ Touat ในแอลจีเรีย เป้าหมายระยะสั้น 128 บาท

CHG: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากกำไรปกติกลับคืนสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง โดย 4Q68 คาดมีกำไรปกติอยู่ที่ 242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%YoY หลังหดตัวติดต่อกันมา 4 ไตรมาส แรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและ EBITDA Margin ที่ดีขึ้น ขณะที่ Div. Yield น่าสนใจที่ 3.2% สำหรับ 2H68 และ 4.9% สำหรับปี 2569 เป้าหมายระยะสั้นที่ 1.64 บาท



 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 05 ก.พ. 2569 เวลา : 10:58:59
07-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 7, 2026, 7:35 pm