
คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น วานนี้ นลท. ต่างชาติซื้อสุทธิ 4.1 พันลบ. หนุน ไทยยังได้ Fund Flow ไหลเข้าก่อนวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ ติดตามพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงสูงสุดและการจัดตั้งรัฐบาลจะเร็วเพียงใด กรณีแย่หากได้รัฐบาลช้ากว่า เม.ย. นี้ คาด GDP จะได้รับผลกระทบ ทุก 1 เดือนที่ล่าช้าคาดกระทบ 0.15% ตลาดกังวลการจ้างงานในสหรัฐฯ กดดัน คืนนี้ไม่มี NFPs และจะประกาศคืนวันพุธแทน ทางเทคนิค หากพักตัวไม่หลุด 1338/1325 จะเป็นการทำฐานเพื่อขึ้นรอบใหม่
ประเด็นสำคัญ
• สหรัฐเผยตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน (JOLTS) ธ.ค. 2568 ลดลง 386,000 ตำแหน่ง สู่ 6.54 ล้านตำแหน่ง ต่ำสุดนับตั้งแต่ ก.ย. 2563 และต่ำกว่าตลาดคาด ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่อ่อนแอ
• Moody’s Ratings ปรับลด Outlook เครดิตเรทติงของอินโดนีเซียลงเป็น Negative จาก Stable และคงเรทติงที่ Baa2 จากความกังวลต่อนโยบายภายใต้ ปธน. Prabowo Subianto มองเป็น Sentiment เชิงลบต่อการลงทุนในอินโดนีเซีย แต่อาจเป็น Sentiment เชิงบวกทางอ้อมต่อตลาดทุนไทยซึ่งอาจดึงดูดกระแสเงินได้มากขึ้น
• ภาวะเงินเฟ้อไทยใน ม.ค. 2569 หดตัว 0.66%YoY หดตัวมากกว่าที่ตลาดคาดไว้และหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 กดดันจากราคาน้ำมันและไฟฟ้าที่ปรับลงตามตลาดโลก, ด้าน สนค. ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อใน 1Q69 มีโอกาสติดลบต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ -0.43%YoY และคาดจะพลิกเป็นบวกเล็กน้อยใน 2Q69 ได้
• ม. หอการค้าไทยเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงวันวาเลนไทน์ปี 2569 คาดจะมีเม็ดเงินสะพัด 2.9 พันลบ. เพิ่มขึ้น 7.4%YoY สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 สะท้อนพฤติกรรมของประชาชนที่กล้าใช้จ่าย
• สกนช. เสนอแผนวิกฤตการณ์น้ำมันฉบับใหม่ให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา โดยจะทบทวนความเหมาะสมการตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ให้สอดคล้องภาวะปัจจุบัน มองเป็นบวกระยะสั้นต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR) จากแรงกดดันต่อค่าการตลาดที่ลดลง ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดพลิกเป็นบวกสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300–1,380 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ., แนวโน้มการไหลเข้าของ Fund Flow และการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sectors ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ การจ้างงานและ PMI ภาคการผลิต ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB และ BoE มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายตามตลาดคาด ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ ติดตามทิศทาง Fund Flow และการประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทย กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเน้นหุ้น Big Cap. ซึ่งคาดเป็นเป้าของนักลงทุนต่างชาติที่จะกลับมาเพิ่มน้ำหนักตามความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP
Daily Top Picks
AP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการคาดการณ์กําไรสุทธิใน 4Q68 ที่คาดว่าจะเติบโตดี คาดอยู่ที่ 1.3 พันลบ. (+3.5%YoY และ +15.9%QoQ) คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2568 โดยบริษัทตั้งเป้า Presales เติบโตต่อในปี 2569 ที่ 5 หมื่นลบ. (+7%YoY) ในขณะที่เงินปันผลจูงใจ คาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 5.4% เป้าหมายระยะสั้น 9.20 บาท
BJC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความคาดหวังราคาหุ้นฟื้นตัวจากความกังวลลดลงต่อการเข้าซื้อ MMVN ในช่วงก่อน มีโอกาสเห็นกำไรส่วนต่างเพิ่มขึ้น 8-11% ต่อปี ด้าน Valuation น่าสนใจ ซื้อขายที่ PE 2569F ที่ 12 เท่า เทียบกับกลุ่มค้าปลีกที่ 14 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิปี 2569 (ไม่รวม MMVN) คาดจะเติบโต 6.5% เป้าหมายระยะสั้นที่ 15.50 บาท
ข่าวเด่น