เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "เสถียรภาพรัฐบาลสูงหนุนตลาด"


คาดตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงและเร็ว จากทั้งเงินทุนที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่องซึ่งมีตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง และผลการเลือกที่มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย  รัฐบาลมีโอกาสเดินหน้าปรับโครงสร้างและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยปิดจุดอ่อนของตลาดหุ้นไทยที่ราคาถูก แต่การเติบโตยังไม่ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นได้ ทางเทคนิค ยังคงเป็นการทำฐานเพื่อขึ้นรอบใหม่ หากยังไม่หลุด 1345 วันนี้มีแนวต้านที่ 1380/1400

ประเด็นสำคัญ

• การนับคะแนนเลือกตั้งนับแล้ว 93% พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ สส. จำนวน 194 คน แบ่งเป็น สส. เขต 175 คน และ สส. บัญชีรายชื่อ 19 คน ตามด้วยพรรคประชาชน สส. จำนวน 116 คน (85+31) และพรรคเพื่อไทย 76 คน (60+16) ประเมินเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดในระยะสั้น การจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดมีเสถียรภาพและเป็นไปตามกำหนดการ ประเมิน SET มีโอกาสปรับขึ้นทดสอบ 1400 จุด

• การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีพัฒนาการเชิงบวกหลังทั้งสองประเทศตกลงจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต แต่อิหร่านไม่ยอมรับ “การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นศูนย์” และต้องการกรอบรองรับในการเสริมสมรรถนะภายในประเทศ และปฏิเสธที่จะพูดถึงโครงการขีปนาวุธ ระยะสั้นมองความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์คงมีอยู่ เป็น Upside Risk ต่อตลาดน้ำมันและอุตฯ น้ำมันต้นน้ำ (PTTEP)

• ซาอุฯ ลดราคาขายน้ำมันดิบอย่างเป็นทางการสำหรับเอเชียใน มี.ค. 2569 ลง US$0.30/bbl สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และเป็นการปรับลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่สี่ มองเป็นบวกต่อธุรกิจโรงกลั่น โดยเฉพาะโรงกลั่นที่มีสัดส่วนนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง (SPRC TOP)

• กบน. มีมติเห็นชอบลดอัตราเงินสบทบกองทุนน้ำมันฯ เป็นครั้งที่ 4 ในปี 2569 โดยลดการเก็บจากดีเซลลง 0.39 บาท/ลิตร และเบนซินลง 0.40-0.50 บาท/ลิตร มองช่วยคลายแรงกดดันต่อค่าการตลาดในระยะสั้น เป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR)

• พรรค LDP ญี่ปุ่นคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ อย่างถล่มทลาย (Supermajority) คาดจะเดินหน้า Fiscal-led Economy เต็มรูปแบบ ประเมินค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าและ Bond Yield จะปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET จะตอบสนองเชิงบวก (Bullish) และมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบ 1400 หลังผลคะแนนเลือกตั้งไทยอย่างไม่เป็นทางการพบว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งทำให้มีโอกาสสูงที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยคาดกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้เร็วและมีความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย ส่วนปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sectors, นโยบาย ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ตัวเลขจ้างงาน, ยอดค้าปลีก และ CPI ซึ่งแม้คาดจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”  

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบ 1400 หลังมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่การประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทยและนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศยังเป็นปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้

1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM

2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI

3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แนะนำ กลุ่มรับเหมาและวัสดุฯ (STECON CK SCC) กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มนิคม (WHA AMATA) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GUNKUL BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CRC CPN) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS AOT CENTEL ERW) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD WHA 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC และ 4) หุ้นที่คาดสัปดาห์นี้จะประกาศกำไร 4Q68 เติบโต YoY แนะนำ PTTGC GPSC FTREIT

Daily Top Picks

KTB: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเป็นหนึ่งในหุ้นปันผลสูงที่น่าสนใจ คาดมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มอัตราจ่ายปันผลมากที่สุด และมี Upside Risk จากการพิจารณาซื้อหุ้นคืน ขณะที่มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำเทียบกับกลุ่ม มี Upside จากการจัดตั้ง JVAMC ขณะที่ Valuation น่าสนใจ PE 2569F ที่ 8.9 เท่า เป้าหมายระยะสั้นที่ 29.50 บาท

GULF: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นผลการเลือกตั้งที่ชัดเจน คาดรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ และจะได้รับเงินปันผลพิเศษจาก ADVANC แนวโน้มกำไร 4Q68 มีโอกาสเติบโต จากโรงไฟฟ้า Jackson ที่เติบโตตาม Capacity Payment ที่เพิ่มขึ้น การเริ่ม COD ในโครงการ Solar 5 แห่งช่วยหนุน เป้าหมายระยะสั้นที่ 52.00 บาท
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 09 ก.พ. 2569 เวลา : 12:59:40
09-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 9, 2026, 5:20 pm