
(+) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 1% หลังกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ออกคำแนะนำให้เรือที่ติดธงสหรัฐฯ อยู่ห่างจากน่านน้ำอิหร่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมานเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ จะถูกกองกำลังอิหร่านขึ้นตรวจค้น โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ได้เกิดเหตุที่เรืออิหร่านสั่งให้เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติสหรัฐฯ หยุดเดินเครื่องเพื่อเตรียมเข้าตรวจค้น ก่อนที่เรือดังกล่าวจะเร่งความเร็วและแล่นต่อไปได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน
(+) รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า หากอิหร่านถูกโจมตีโดยกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งได้เสริมกองกำลังทางเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง อิหร่านจะดำเนินการตอบโต้กลับด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน โดยถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านกล่าวว่าการหารือในโอมานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นไปในเชิงบวก
(+) คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ที่ครอบคลุมการห้ามการให้บริการทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันดิบรัสเซียทางเรือ ซึ่งปัจจุบันรัสเซียพึ่งพาเรือบรรทุกน้ำมันและบริการเดินเรือจากประเทศตะวันตกกว่า 1/3 ของปริมาณการส่งออก โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียไม่จำเป็นอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการห้ามนำเข้าโลหะ สารเคมี และแร่ธาตุสำคัญบางรายการ พร้อมเพิ่มรายชื่อเรือกองเงา ของรัสเซียอีก 43 ลำ รวมเป็น 640 ลำ และธนาคารระดับภูมิภาคของรัสเซียอีก 20 แห่ง
(-) Baker Hughes เผยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 7 ก.พ. 69 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 68 ที่ผ่านมา โดยแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 1 แท่น จากสัปดาห์ก่อนหน้าสู่ระดับ 412 แท่น ขณะที่แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติปรับเพิ่มขึ้น 5 แท่นจากสัปดาห์ก่อนหน้าสู่ระดับ 130 แท่น
ข่าวเด่น