
คาดตลาดปรับตัวขึ้นต่อ สัญญาณเงินทุนไหลเข้ายังชัดเจนซื้อสุทธิสูง ขณะที่ฝั่งกองทุนไทยมีโอกาสกลับมาซื้อสุทธิต่อเพื่อไม่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดช่วยค้ำตลาดไว้ ด้าน Valuation แม้ตลาดปรับตัวขึ้นมาเร็ว-แรง แต่ SET ยังซื้อ-ขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER 10 ปีในอดีตที่ 16 เท่า ด้าน Outlook ยังดีจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมีโอกาสในแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น ทางเทคนิค ยังคงเป็นการแกว่งตัวขึ้น ประเมินแนวต้านวันนี้ที่ 1420/1430
ประเด็นสำคัญ
• กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ประกาศเตือนเรือสัญชาติสหรัฐฯ ให้เดินทางห่างจากพื้นที่อิหร่านระหว่างผ่านช่องแคบ Hormuz และอ่าวโอมานเพื่อลดความเสี่ยงถูกโจมตี หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent วานนี้ปรับขึ้น 1.7%DoD มองเป็นบวกระยะสั้นต่อ PTTEP
• รมว. คลังยืนยันหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส, เร่งผลักดัน “Thailand FastPass” ปลดล็อกการลงทุนมูลค่า 4.8 แสนลบ. มองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก (TNP CPAXT CPALL) และกลุ่มนิคม (WHA AMATA)
• AOT ประเมินช่วงตรุษจีนปี 2569 (13-22 ก.พ.) จะมีจำนวน ผดส. เดินทางในเส้นทางจีนราว 679,259 คน เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงตรุษจีนปี 2568 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของอุตฯ การบินและท่องเที่ยว มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW)
• ตลท. เตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ใช้ Omnibus Law แก้ไขข้อบังคับตลาดทุนเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น, ปรับสิทธิประโยชน์ TISA จากลดหย่อนเป็นเว้นภาษีเงินปันผลและกำไรดึงเม็ดเงินลงทุนยาว, ปลด
ล็อกโครงสร้างหุ้น Dual Class Shares และหุ้นบุริมสิทธิให้ต่างชาติลงทุนได้ไม่จำกัดแต่คงอำนาจบริหารไว้ที่คนไทย ซึ่งมองจะเป็นผลบวกระยะยาวต่อ SET
• ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินจีนได้แนะนำธนาคารในจีนลดสัดส่วนถือครองพันธบัตรสหรัฐเพื่อบริหารความเสี่ยงและลดการกระจุกตัวของสินทรัพย์ รวมทั้งลดความผันผวนของตลาดจากนโยบายการคลังและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ มองเป็น Sentiment กดดัน Bond Yield ลดลงและดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งเป็นบวกต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและหุ้นที่ได้อานิสงส์บาทแข็งค่าอย่างโรงไฟฟ้า (GULF GPSC)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโมเมนตัมปรับตัวขึ้นต่อได้ หลังมีความชัดเจนพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและมีเสถียรภาพสูง ช่วยลดสุญญากาศทางการเมืองและสร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ แต่ควรระมัดระวัง หลังวานนี้ดัชนีเปิด Gap ขาขึ้นรุนแรงและทดสอบระดับจิตวิทยา 1400 จุดจาก Fund Flow ที่ไหลเข้า ทำให้ทางเทคนิคมีโอกาสสูงที่จะเกิดการพักตัว หากดัชนีไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านสำคัญที่ 1420/1430 จุดได้ ปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector, นโยบาย ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก และ CPI ซึ่งแม้คาดจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองดอกเบี้ยสหรัฐ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
แม้มอง SET มีโมเมนตัมปรับขึ้นต่อได้ หลังมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น แต่ทางเทคนิคมีโอกาสพักตัวจากแรงขายทำกำไรหลังดัชนีปรับขึ้นแรงวานนี้ ขณะที่การประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทยและนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศยังเป็นปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “ตั้งรับ ไม่ไล่ราคา” ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แนะนำ กลุ่มรับเหมาและวัสดุฯ (STECON CK SCC) กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มนิคม (WHA AMATA) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GUNKUL BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CRC CPN) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS AOT CENTEL ERW) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD WHA 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC และ 4) หุ้นที่คาดสัปดาห์นี้จะประกาศกำไร 4Q68 เติบโต YoY แนะนำ GPSC FTREIT
Daily Top Picks
PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น หลังสหรัฐฯ เตือนให้เลี่ยงการเดินเรือใกล้อิหร่าน กำไรสุทธิ 4Q68 สูงกว่าที่คาดที่ 1.75 หมื่นลบ. (+37.9%QoQ แต่ -4.4%YoY) จากปริมาณการขายที่สูงขึ้นและกำไรพิเศษจากการเข้าซื้อโครงการ Touat และเตรียมจ่ายปันผล 4.65 บาท/หุ้น คิดเป็น 3.6% เป้าหมายระยะสั้นที่ 132 บาท
CENTEL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความคาดหวังต่อจำนวน นทท. ที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะที่โมเมนตัมดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องการฟื้นตัวของอตุฯ การบินและท่องเที่ยวโลก ด้านกำไรปกติ 4Q68 คาดดีขึ้น QoQ ส่วนปี 2569 คาดกำไรโต 16%YoY พลิกจากที่ลดลง 6%YoY ในปี 2568 เป้าหมายระยะสั้นที่ 37.75 บาท
ข่าวเด่น