ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 31.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าจะผันผวนในกรอบ 30.70–31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดช่วงสัปดาห์ดังกล่าว
ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ มีทิศทางปรับแข็งค่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า และแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลส่วนใหญ่ในภูมิภาค ปัจจัยสนับสนุนมาจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศภายหลังการเลือกตั้ง รวมถึงทิศทางการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ
ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ เดือนมกราคมขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.17% ในเชิงรายเดือน ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้และชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ในขณะที่หมวดบริการปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ปรับตัวออกมาตรงกับที่ตลาดคาดการณ์
ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และเร่งตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการจ้างงานภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.3% แม้ว่าการปรับทบทวนข้อมูลย้อนหลังจะส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานสุทธิลดลง 862,000 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าที่คาดเล็กน้อย
ด้านการบริโภค ดัชนียอดขายปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ เดือนธันวาคมทรงตัวที่ระดับ 0.0% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสวนทางกับตลาดที่คาดว่าจะขยายตัว 0.5% โดยพบว่ามีการหดตัวใน 8 จาก 12 หมวดสินค้า ขณะที่หมวด control group ซึ่งใช้สำหรับคำนวณ GDP หดตัว 0.1% สะท้อนแนวโน้มการใช้จ่ายที่อ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้
ในประเด็นการเมืองการค้า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 219 ต่อ 211 เสียง เพื่อเดินหน้ายุติสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดา แม้ว่ามาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ แต่ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนแรงต้านที่เพิ่มขึ้นภายในสภาคองเกรสต่อมาตรการภาษีนำเข้าที่รัดกุมขึ้น
ข่าวเด่น