
คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์ Fund Flow ยังชะลอลดระดับการซื้อลง ติดตามความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนต่อ GDP ไทย 4Q68 เติบโต 2.5% สูงกว่าคาด และ รมว. คลังประเมินปี 2569 จะโต 3% หากทำได้จะหนุนตลาดระยะกลาง ปัจจัยภายนอกติดตาม การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมัน และกรรมการเฟดหลายท่านกล่าวสุนทรพจน์ แต่คาดเฟดยังคงดอกเบี้ยต่อใน 1H69 ทางเทคนิค หากพักไม่นานไม่ควรหลุด 1430-1425 แนวต้าน 1445-1450 ผ่านได้จะขึ้นต่อ
ประเด็นสำคัญ
• สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไทยใน 4Q68 เร่งตัวขึ้นสู่ +2.5%YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ เร่งตัวขึ้นจากส่วนการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (+3.3%) และการลงทุนรวม (+8.1%) ทำให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% และสำหรับปี 2569 สภาพัฒน์คาดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ราว 2.0% (ช่วง 1.5-2.5%)
• BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนผู้ผลิต HDD “WD” มูลค่า 2.3 พันลบ. เพื่อเดินหน้าโครงการวิจัย HAMR เพื่อยกระดับศักยภาพการจัดเก็บข้อมูลและรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน Data Center มองเป็นบวกต่อโมเมนตัมการลงทุนและเสริมความแข็งแกร่งของอุตฯ ดังกล่าว เป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มนิคมฯ (WHA AMATA)
• สนพ. เผยความคืบหน้าการจัดทำ PDP ฉบับใหม่ระยะ 25 ปี (ปี 2569-2593) อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วน RE จากโซลาร์, ลม รวมถึง SMR และการเพิ่มโครงการดักจับคาร์บอน (CCS) ทั้งนี้ตั้งเป้าจะจัดทำแผนให้เสร็จภายในปี 2569
• 4Q68 GDP ญี่ปุ่นพลิกขยายตัว 0.2%YoY ช่วยให้ญี่ปุ่นรอดพ้นจาก Technical Recession แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ กดดันจากการใช้จ่ายผู้บริโภคที่อ่อนแอซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของ GDP จากภาคครัวเรือนที่เผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงกว่า 2% ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี
• ติดตามการประชุมเจรจาครั้งที่สองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในเจนีวาคืนวันนี้ (17 ก.พ.) โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นพลังงาน, การลงทุนเหมือง และการซื้อขายอากาศยาน จากก่อนหน้านี้อิหร่านส่งสัญญาณประนีประนอมประเด็นนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการคลายคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวในกรอบ 1400–1460 จุด หลังดัชนีปรับขึ้นกว่า 14%YTD รับความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งถือว่า Outperform ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีมอง Valuation SET ยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันมี PER 2569F ที่ 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 เท่าของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งหากความคาดหวังการเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ดึงดูด Fund Flow ไหลเข้าได้ต่อเนื่อง มองมีโอกาส SET จะปรับขึ้นไปบริเวณ 1500 จุดได้ ขณะที่การทยอยประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector รวมทั้งความผันผวนจากนโยบายต่างประเทศของ ปธน. ทรัมป์ ต่อภูมิรัฐศาสตร์ (ตะวันออกกลาง-ยุโรป) และสงครามการค้ากับจีน ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามและมีผลต่อบรรยากาศลงทุน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้นตั้งรับ ไม่ไล่ราคา
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
ช่วงสั้นมอง SET จะพักตัวหลังปรับขึ้นมา ติดตามการประกาศงบ 4Q68 และนโยบายต่างประเทศ-ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้นตั้งรับ ไม่ไล่ราคา ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play คาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GULF PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2568 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และราคาหุ้นยังปรับขึ้น YTD น้อยกว่า SET แนะนำ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มพลังงานสะอาด (GPSC GUNKUL BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC TNP) และกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS CENTEL ERW) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD BDMS 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC และ 4) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์เม็ดเงินไหลเข้าหลัง MSCI Rebalance ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ราคาปิดวันที่ 27 ก.พ. 2569 แนะนำหุ้นที่จะเข้า MSCI Global Small Cap อย่าง CRC IVL JTS ขณะที่ระมัดระวัง CPAXT ที่ออกจาก MSCI Global standard และ HANA JMT M PLANB ที่ออกจาก MSCI Global Small Cap
Daily Top Picks
KTB: ปัจจัยกระตุ้นจากเป็นหุ้นปันผลสูงที่น่าสนใจ คาดจะการปรับเพิ่มอัตราจ่ายปันผลมากที่สุด โดยคาด Div. Yield สำหรับ 2H68 จะอยู่ในระดับสูงที่ 5.5% และ 7.2% ในปี 2569 ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่น ขณะที่ Valuation น่าสนใจด้วย PBV 2569F ที่ 0.9 เท่า เทียบ ROE ที่ 10% สูงกว่ากลุ่ม เป้าหมายระยะสั้น 32.50 บาท
CHG: ปัจจัยกระตุ้นจากกำไรปกติที่จะกลับสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง โดยกำไรปกติ 4Q68 คาดที่ 242 ลบ. พลิกขยายตัว 37%YoY หลังหดตัวติดต่อกัน 4 ไตรมาส หนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและ EBITDA Margin ที่สูงขึ้น ขณะที่ Div. Yield น่าสนใจที่ 3.2% สำหรับ 2H68 และ 4.9% สำหรับปี 2569 เป้าหมายระยะสั้นที่ 1.72 บาท
ข่าวเด่น