เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "แกว่งฟื้นตัว ท่ามกลางความผันผวนสูง"


คาด SET แกว่งตัวฟื้นขึ้น หนุนจากภาษีทรัมป์ที่ลดลง อย่างไรก็ตามอาจมีมาตรการภาษีที่รุนแรงตามมาหลังจากนี้ ซึ่งน่าจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ ขณะที่กระแส Fund Flow ยังไหลเข้าแต่ชะลอลง ทำให้ยังคงต้องระวังดัชนีชะลอตัวสั้นตามแนวต้าน ประเด็นติดตามวันนี้ ความคืบหน้าการเมือง รวมทั้งการรายงานยอดส่งออก-นำเข้า ม.ค. ของไทย ทางเทคนิค ดัชนีมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังติดแนวต้านบริเวณ 1495/1505 หากไม่ผ่านต้องระวังการพักตัวอีกครั้ง แนวรับประเมินที่ 1465/1455

ประเด็นสำคัญ

• ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า ปธน. ทรัมป์ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีผ่านกฎหมาย IEEPA ต่อมา ปธน. ทรัมป์ประกาศใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 15% และมีเวลาบังคับใช้ 150 วัน ซึ่งจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อออกมาตรการภาษีอื่นที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป มองระยะสั้นเป็นบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจากภาษีที่ลดลง แต่ระยะกลางความผันผวนจะสูงขึ้นจากอาจมีมาตรการอื่นที่รุนแรงกว่าเดิมออกมาใช้

• ประมาณการครั้งแรกของ 4Q68 GDP สหรัฐฯ เติบโต 1.4%QoQ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ กดดันจาก Government Shutdown ที่กินเวลาเกือบครึ่งไตรมาส และการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง ขณะที่การลงทุนภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2568 เติบโต 2.2%

• รมว. ต่างประเทศอิหร่านเผยว่าอิหร่านจะนำเสนอร่างข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ภายใน 2-3 วัน โดยข้อเสนอดังกล่าวจะไม่ระงับการเสริมสมรรภนะยูเรเนียมทั้งหมด แต่จะปริมาณลงในอยู่ในระดับ “เพื่อสันติ”

• กบน. มีมติให้พลิกเป็นจ่ายเงินอุดหนุนราคาดีเซลเป็น 0.30 บาท/ลิตร จากเดิมที่เคยเก็บเงินสมทบ 0.15 บาท/ลิตร เพื่อประคองราคาขายดีเซลไว้ที่ไม่เกินระดับ 30 บาท/ลิตร จากช่วงก่อนราคาน้ำมันโลกได้ปรับขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

• สมาคมประเทศผู้ผลิตยางฯ (ANRPC) มองราคายางพาราในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการทั่วโลกที่สูงกว่าปริมาณการผลิตต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเฉพาะจากอุตฯ ยานยนต์ที่ขยายตัวใน จีน, EU และ US ขณะที่การผลิตของไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกมีแนวโน้มทรงตัว และอินโดนีเซียลดการผลิตลง มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มยาง (NER STA STGT TEGH)

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวเพื่อไปต่อในกรอบ 1,450-1,500 จุด โดยแม้ภาพรวมจะได้แรงหนุนจาก Fund Flow แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยไประดับนึงแล้ว จนทำให้ดัชนีที่เข้าใกล้ 1500 จุด ขยับขึ้นมาเทรด PER 2569F ที่ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง10 ปี จึงอาจทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดและต้องระวังแรงขายทำกำไรสลับออกมาในระยะสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation โดยปัจจัยติดตามสำคัญ ได้แก่ การเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector ซึ่งจะเห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นที่งบออกมาดีหรือจ่ายเงินปันผลเด่น รวมทั้งนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ที่ยังมีผลต่อบรรยากาศลงทุน ส่วนการประชุม กนง. คาดจะยังคงมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” เมื่อดัชนีย่อตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญที่ 1450/1420 จุด

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวเพื่อไปต่อ โดยติดตามโค้งสุดท้ายประกาศงบ 4Q68 และนโยบายต่างประเทศ-ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้นตั้งรับ ไม่ไล่ราคา ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้

1. ธีม Earnings Play ซึ่งกำไร 1Q69 มีโมเมนตัมเติบโตต่อทั้ง QoQ และ YoY อีกทั้งเรายังคงแนะนำ Outperform แนะนำ ADVANC BCH BDMS CENTEL CHG CPALL GULF PRM TRUE

2. ธีม Dividend Play ซึ่งสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (XD ก.พ.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่คาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และล่าสุดยังไม่ประกาศจ่ายเงินปันผล แนะนำ AP BAM KBANK KTB PTT TISCO

3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและราคาหุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐาน ซึ่งมอง Flow มีโอกาสเปลี่ยนจากหุ้นหลักมาหาหุ้นรอง ได้แก่ BDMS BEM BJC CPN OR PTTGC 2) หุ้นที่มีสถานะขายชอร์ตสะสมสูงในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มเห็น Cover Short ต่อเนื่อง พร้อมกับเก็บสะสมผ่าน NVDR ซึ่งเป็นสัญญาณว่าต่างชาติเริ่มเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ CPALL GPSC MINT  PTT TIDLOR WHA 3) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และราคาหุ้นยังปรับขึ้น YTD น้อยกว่า SET ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มค้าปลีก (CPN BJC TNP) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS CENTEL) และ 4) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว ได้แก่ PTTEP PTT TOP SPRC

Daily Top Picks

TU: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากสหรัฐปรับเก็บภาษีจาก Section 122 ทำให้ไทยมีภาษีส่งออกลดเป็น 15% ชั่วคราว ซึ่งจะหนุนคำสั่งซื้อใน 1H69 ขณะที่ปี 2569 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น 12%YoY จากปรับราคาผลิตภัณฑ์ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและมีต้นทุนที่ลดลงตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ ราคาเป้าหมายระยะสั้น 12.80 บาท

CPN: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากมองเป็นหุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและราคาหุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐาน ทำให้ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้า ขณะที่วันนี้คาดประกาศกำไรปกติ 4Q68 เติบโตดี YoY และ QoQ ส่วนปี 2569 แนวโน้มยังคงเป็นบวก โดยคาดกำไรจะเติบโต 9.6%YoY ราคาเป้าหมายระยะสั้น 65.50 บาท
 

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ก.พ. 2569 เวลา : 12:35:04
24-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 24, 2026, 9:24 pm