
คาด SET แกว่งตัว และมีแนวโน้มย่อตัวลง ตลาดเข้าสู่ภาวะ risk-off กดดันจากข่าวที่ไทยอาจถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น หากยังไม่บรรลุข้อเรียกร้องที่เหลืออีก 17 ข้อ ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหลังซึมซับปัจจัยบวกไปค่อนข้างมาก ส่วนประเด็นการเมืองยังคงต้องรอ กกต.รับรองผล จึงจะเริ่มต้นจัดตั้งรัฐบาลได้ ทางเทคนิค ดัชนีมีโอกาสปรับลงทดสอบแนวรับ 1465/1455 แต่หากไม่หลุดมองเป็นการพักตัวช่วงสั้นและมีโอกาสฟื้นได้ แนวต้านประเมินที่ 1490/1500
ประเด็นสำคัญ
• The Business Times รายงานไทยยังไม่ได้สรุปข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หลังการเจรจาถูกเลื่อนออกไป และไทยอาจเผชิญมาตรการการค้าที่เข้มงวดขึ้นรวมถึงการใช้มาตรา 301 ส่วนแหล่งข่าวจากรัฐบาลไทยเผย USTR มีข้อเรียกร้อง 80 ข้อต่อรัฐบาลไทย ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบรับทั้งหมด มองเป็นลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มส่งออก
• BOI อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทจีนชั้นนำ เพื่อสร้างโรงงานผลิตส่วนประกอบ Humanoid Robot ซึ่งมีลูกค้าหลักคือ Tesla Bot, Apple, Samsung และ Huawei โดยมีมูลค่าลงทุนเฟสแรกราว 1 หมื่นลบ. มองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA)
• กบน. สั่งเพิ่มการจ่ายเงินชดเชยราคาดีเซลเพิ่มอีก 0.44 บาท/ลิตร เป็น 0.74 บาท/ลิตร และลดการเก็บเงินสมทบจากเบนซินลง 0.30-0.80 บาท/ลิตร เพื่อรับมือตลาดน้ำมันผันผวนจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน มองเป็นลบต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR PTG) จากค่าการตลาดน้ำมันที่เผชิญแรงกดดัน
• รมว. คมนาคมเผยจะผลักดันการพัฒนาพื้นที่ EEC 1.5 หมื่นไร่ เพื่อสร้าง Man-made Destination อย่าง Entertainment Complex เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว และเน้นย้ำจะไม่มีคาสิโนเด็ดขาด ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุน 6-7 แสนลบ. และดัน GDP ปี 2569 ให้เติบโต 3% มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ในช่วงประมูลงาน และหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวในระยะยาว
• สศช. เผยเงินเฟ้อการแพทย์พุ่ง 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 15 เท่า เหตุค่ารักษา รพ. เอกชนแพงเกินจริง จี้รัฐคุมราคายา-เวชภัณฑ์จำเป็น เปิดเผยโครงสร้างต้นทุน ก่อนประชาชนแบกรับภาระด้านสุขภาพไม่ไหว ห่วงสถานการณ์แรงงาน-หนี้ครัวเรือนที่ยังเปราะบาง มองเป็น Sentiment ลบระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มการแพทย์
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวเพื่อไปต่อในกรอบ 1,450-1,500 จุด โดยแม้ภาพรวมจะได้แรงหนุนจาก Fund Flow แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยไประดับนึงแล้ว จนทำให้ดัชนีที่เข้าใกล้ 1500 จุด ขยับขึ้นมาเทรด PER 2569F ที่ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง10 ปี จึงอาจทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดและต้องระวังแรงขายทำกำไรสลับออกมาในระยะสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation โดยปัจจัยติดตามสำคัญ ได้แก่ การเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector ซึ่งจะเห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นที่งบออกมาดีหรือจ่ายเงินปันผลเด่น รวมทั้งนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ที่ยังมีผลต่อบรรยากาศลงทุน ส่วนการประชุม กนง. คาดจะยังคงมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” เมื่อดัชนีย่อตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญที่ 1450/1420 จุด
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวเพื่อไปต่อ โดยติดตามโค้งสุดท้ายประกาศงบ 4Q68 และนโยบายต่างประเทศ-ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้นตั้งรับ ไม่ไล่ราคา ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. ธีม Earnings Play ซึ่งกำไร 1Q69 มีโมเมนตัมเติบโตต่อทั้ง QoQ และ YoY อีกทั้งเรายังคงแนะนำ Outperform แนะนำ ADVANC BCH BDMS CENTEL CHG CPALL GULF PRM TRUE
2. ธีม Dividend Play ซึ่งสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (XD ก.พ.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่คาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และล่าสุดยังไม่ประกาศจ่ายเงินปันผล แนะนำ AP BAM KBANK KTB PTT TISCO
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและราคาหุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐาน ซึ่งมอง Flow มีโอกาสเปลี่ยนจากหุ้นหลักมาหาหุ้นรอง ได้แก่ BDMS BEM BJC CPN OR PTTGC 2) หุ้นที่มีสถานะขายชอร์ตสะสมสูงในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มเห็น Cover Short ต่อเนื่อง พร้อมกับเก็บสะสมผ่าน NVDR ซึ่งเป็นสัญญาณว่าต่างชาติเริ่มเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ CPALL GPSC MINT PTT TIDLOR WHA 3) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และราคาหุ้นยังปรับขึ้น YTD น้อยกว่า SET ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มค้าปลีก (CPN BJC TNP) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS CENTEL) และ 4) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว ได้แก่ PTTEP PTT TOP SPRC
Daily Top Picks
GPSC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงและ Bond Yield ที่ปรับลง ขณะที่ปี 2569 คาดกำไรปกติยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ผ่านแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงและความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center อีกทั้งยังมี Upside จากแผน Asset Monetization ของกลุ่ม PTT เป้าหมายระยะสั้นที่ 45.00 บาท
DIF: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจาก Bond Yield ที่ปรับลง และราคาหน่วยลงทุนมีความผันผวนต่ำท่ามกลางตลาดที่เผชิญความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันยังมีจุดเด่นเรื่องกระแสรายได้ที่มั่นคงและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี โดยคาดให้ Div. Yield ปี 2569 สูงราว 9.2% เป้าหมายระยะสั้นที่ 9.60 บาท
ข่าวเด่น