
• มูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ด้านการนำเข้าขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 29.4%YoY ตามการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าและเครื่องจักร ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ม.ค. ขาดดุล 5,307.9 ล้านดอลลาร์ฯ สรอ..
• การส่งออกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยง ที่แม้ระยะสั้นจะได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยี โดยต้องติดตาม 1) มาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 แทน IEEPA จากคำตัดสินของศาลสูงซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกไทยในวงกว้าง รวมถึงความเสี่ยงที่อาจถูกเพ่งเล็งจากสินค้าสวมสิทธิ์มากขึ้น และ
2) ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตชิปและพลังงานไฟฟ้า ที่อาจกดดันต้นทุนท่ามกลางการเร่งลงทุน Data Center
มูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 69 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY สำหรับการส่งออกทองคำในเดือนนี้เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ทั้งนี้ หากไม่รวมทองคำมูลค่าส่งออกจะขยายตัวที่ 20.1%YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องโทรสาร เป็นต้น
การส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะ สหรัฐฯ (+43.1%YoY ต่อเนื่อง 28 เดือน) โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นต้น ด้านประเทศคู่แข่งมีมูลค่าการส่งออกการขยายตัวได้ดีในเดือนนี้เช่นกัน โดยเฉพาะเวียดนาม (+22.9%YoY)
มูลค่าการนำเข้าเดือน ม.ค. อยู่ที่ 34,876.5 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 29.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 18.8%YoY จากแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้า และเครื่องจักรกล เป็นสำคัญ ทั้งนี้ การนำเข้าจากตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะเกาหลีใต้ (+33.9%YoY)
ดุลการค้าเดือน ม.ค. ขาดดุล 5,307.9 ล้านดอลลาร์ฯ
Implication:
Krungthai COMPASS ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้
1) มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุด (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ส่งผลให้แรงกดดันจากกำแพงภาษีลดลงจากระดับเดิมที่ 19% มาอยู่ที่ระดับ 15% ภายใต้มาตรา 122 ที่ ปธน. สหรัฐฯ ประกาศบังคับใช้ทดแทนในลักษณะ Universal Tariff โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ กว่า 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงภายใต้มาตรการดังกล่าวโดยตรง นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้มาตรา 232 (Sectoral Tariff) ให้ครอบคลุมกลุ่มสินค้ามากขึ้น รวมถึงต้องจับตาความเสี่ยงจากการขยายผลมาตรา 301 และ 388 (ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม) ในประเด็นสินค้าสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า

2) แนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology คาดว่าจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามการใช้งาน AI ที่ขยายตัวมากขึ้น ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้า Semi-conductor ของไทย โดยบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม MAG7 โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ในปีที่ผ่านมาลงทุนขยายตัวสูงถึง 62% และล่าสุด META, Alphabet และ Amazon คาดว่าปี 2569 จะขยายการลงทุนรวมกันแตะระดับ 5.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (72%YoY) สอดคล้องการคาดการณ์ของ Deloitte1 ที่ประเมินว่ายอดขาย Semiconductor ของโลกจะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (26%YoY) อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยงจากการแย่งชิงกำลังการผลิตที่อาจดันราคาหน่วยความจำ ให้พุ่งสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้าและการคืนทุนของโครงการ Data Center ที่อาจกดดันให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มปรับสมดุลการลงทุนไปยังโครงการอื่นมากขึ้น
1 อ้างอิงจาก Deloitte (2026 Global Semiconductor Industry Outlook)
กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์
ภูมิภัชช์ จาง
ศูนย์วิจัย Krungthai Compass
ข่าวเด่น