เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "คาด SET แกว่งลง กังวลราคาน้ำมันพุ่ง"


 

คาด SET แกว่งพักตัว ราคาน้ำมันยังขึ้นต่อหลังผู้นำอิหร่านขู่จะใช้การปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดัน บ่งชี้การสู้รบยืดเยื้อ สร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อ-ภาวะ stagflation ประเด็นติดตามต่าง ปท. วันนี้ รายงาน PCE สหรัฐ ส่วนใน ปท. การเปิดประชุมรัฐสภาช่วงปลายสัปดาห์ ทางเทคนิคดัชนีดีดตัวขึ้นทดสอบ 1430 ที่เป็นแนวต้านในระยะสั้น หากผ่านได้คาดไปต่อถึง 1440/1450 แต่หากยังไม่ผ่านมีแนวโน้มย่อตัวลงมา ประเมินแนวรับ 1385/1375

ประเด็นสำคัญ

• โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซควรดำเนินต่อไปเพื่อเป็นเครื่องมือกดดันศัตรู และกล่าวว่าฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในต.อ.กลางควรถูกปิดทันทีและขู่จะโจมตีหากยังคงเปิดทำการ ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลภาวะอุปทานพลังงานชะงักจะยืดเยื้อต่อเนื่อง ด้านราคา Brent วานนี้ปรับขึ้น 8% สู่ระดับ US$99/bbl

• คริส  ไรท์ รมว. พลังงานสหรัฐฯ เผยว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมที่จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังมุ่งเน้นการโจมตีทรัพยากรทางทหารของอิหร่าน แต่มีความเป็นไปได้ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ จะสามารถคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันได้ในช่วงปลาย มี.ค. นี้

• IEA เผยในรายงานประจำเดือนว่าการผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มชาติอาหรับลดลงอย่างน้อย 10MBD (10% ของอุปทานโลก) และกำลังการกลั่นลดลง 3-4MBD เนื่องจากคลังน้ำมันใกล้เต็ม เส้นทางลำเลียงชะงัก และการถูกโจมตี แม้ IEA จะมีมติระบายน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรล แต่ย้ำว่าเสถียรภาพในระยะยาวของตลาดน้ำมันจะขึ้นกับการยุติความขัดแย้ง, การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการคุ้มกันและรับประกันที่เพียงพอในการลำเลียง

• EU เตรียมจะผ่อนคลายกฎหมายที่เกี่ยวกับการนำเข้าก๊าซฯ ให้ยืดหยุ่นขึ้น ภายในวันที่ 18 มี.ค. โดยจะลดขั้นตอนทางธุรการเพื่อให้การนำเข้าสามารถเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและรักษาอุปทานให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่แผนการเลิกพึ่งพาก๊าซฯ รัสเซียจะคงเป็นไปตามแผน มองประเด็นดังกล่าวจะช่วยผ่อนคลายราคาก๊าซฯ ได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่ปัญหา LNG ตะวันออกกลางชะงักคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก

• วันนี้ เวลา 10:00 น. รมว. คมนาคมในฐานะ ผอ. ศบก. จะเชิญ ผบห. โรงกลั่นหารือสาเหตุที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นมากถึง 4 บาทสู่ระดับ 6 บาท ส่วนการตรึงราคาดีเซลที่ 29.94 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วันซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 16 มี.ค. นี้ ให้ติดตามการประกาศราคาในวันที่ 17 มี.ค. 2569

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมองวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วน GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium  จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนักๆ เช่น COVID-19)

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

ช่วงสั้นมอง SET เกิดภาวะ Extreme Risk off จากวิกฤติในตะวันออกกลาง ดังนั้นหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำ 

1. ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 1) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ 2) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน

2. Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง “วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ 'Strategic Layering' โดยแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 3 กลุ่ม ดังนี้

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI 

2. หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR 

3. หุ้น Sector Rotation (เน้นสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE

Daily Top Picks

PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นแรงสู่ US$99/bbl จากกังวลอุปทานตึงตัว หลังอิหร่านขู่จะใช้การปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันศัตรู ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันโลก อีกทั้งมองเป็นสินทรัพย์ Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้แก่พอร์ต เป้าหมายระยะสั้นที่ 149 บาท

ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลงจากฐานสูง และมี Upside จากการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี เป้าหมายระยะสั้นที่ 377 บาท
 

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 13 มี.ค. 2569 เวลา : 11:12:18
14-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 14, 2026, 1:33 am