เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "คาด SET แกว่งตัวชะลอความแรง"


คาด SET แกว่งพักตัวชะลอความร้อนแรง สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังอิหร่านยังไม่ยอมรับข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐโดยมองไม่สมเหตุสมผล และจะยุติสงครามเมื่อบรรลุเงื่อนไขที่อิหร่านเป็นผู้กำหนด ส่งผลราคาน้ำมัน Brent ขึ้นมาเหนือ $100/bbl อีกครั้ง น่าจะช่วยหนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ-ถ่านหินฟื้นตัวรีบาวด์ขึ้นมา ทางเทคนิคดัชนีพุ่งขึ้นแรง แนวต้านบริเวณ gap ที่เปิดไว้ 1470 หากผ่านคาดไปต่อถึง 1485 ส่วนการย่อพักตัวมีแนวรับ 1440/1425

ประเด็นสำคัญ

• อิหร่านเผยยังไม่ยอมรับแนวคิดหยุดยิงและแผน 15 ข้อของสหรัฐฯ โดยมองไม่สมเหตุสมผลที่จะเจรจากับฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลง จนกว่าจะบรรลุ 5 เงื่อนไขหลัก ท่าทีที่แข็งกร้าวดังกล่าวสะท้อนความขัดแย้งที่ฝังรากลึก ส่งผลให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง และโอกาสลดระดับสงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง

• กบน. มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิด 6 บาท/ลิตร มีผลในวันนี้ (26 มี.ค.) เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ ที่เผชิญปัญหาสภาพคล่องหนัก โดยชดเชยถึง 2,592 ลบ./วัน มองแม้เป็นการรักษาเสถียรภาพในกองทุนในระยะยาว แต่การปรับขึ้นก้าวกระโดดจะกดดันค่าขนส่งและกำลังซื้อ มองลบต่อกลุ่มขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง  

• ตลท. เผยตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัวได้แข็งแกร่งจากช่วงก่อนที่ปรับลงแรง ขณะที่พื้นฐานมีแนวโน้มเติบโตต่อและมีจุดเด่นอัตราปันผลเฉลี่ย 4% สูงสุดในอาเซียนยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญ พร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรการ TISA และปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคร่วมกับรัฐบาลใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย

• นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยเผยล่าสุดราคาเม็ดพลาสติก PE ปรับขึ้นเร็วผิดปกติจาก 30-36 เป็น 52-60 บาทต่อกก. ภายใน 2 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับอดีตซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือน มองลบต่อกลุ่มที่ใช้พลาสติกอย่างบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค (EPG CBG OSP SAPPE) แต่เป็นบวกต่อกลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC SCC) จากส่วนต่างราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

• ค่ายรถยนต์เตรียมปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนการผลิต หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ โดยคาดจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนตั้งแต่ มิ.ย. เป็นต้นไป มองการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคารถยนต์อาจซ้ำเติมยอดขายในประเทศที่ชะลอตัวอยู่ก่อนแล้วจากความเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ มองลบต่อกลุ่มยานยนต์และเช่าซื้อ

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์และผันผวนสูง โดยตลาดยังอยู่ในภาวะ Risk-off และให้น้ำหนักกับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยกระดับโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภายในกลุ่มประเทศ GCC  ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่กำลังสร้างความกังวลเรื่อง Supply Shortage และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงรอบใหม่ทั่วโลก ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาดและจะส่งผลกดดันต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ กรณีศาล รธน. มีมติ 6:3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด มองตลาดให้น้ำหนักลดลงเพราะกลไกการบริหารจัดการภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อได้ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off จากกังวลวิกฤติพลังงานและ Supply Shortage ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจนนำไปสู่ภาวะ Stagflation ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้
 
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นถือเงินสดเพิ่มขึ้น และลดสัดส่วนหุ้นที่อ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หรือ ค่าเงินบาทอ่อน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และรพ. ระดับบน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย
 
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำ Selective Buy โดยแบ่งไม้สะสม (No Single Entry) ที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 โดยเน้น 3 ธีมหลัก ดังนี้

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีฐานะการเงินมั่นคง ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI

2. หุ้น High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย ทำให้มีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH PTTEP

3. หุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อนค่า หรือ/และ มาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐลดลงเหลือ 10% จากเดิม 19% ทำให้มีต้นทุนภาษีลดลง ช่วยหนุนมาร์จิ้นให้กว้างขึ้น ได้แก่ TU ITC DELTA HANA

Trading Idea: เก็งกำไรหุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์จากการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), กลุ่มพลังงาน (PTT), กลุ่มรับเหมา (STECON, CK) รวมถึงกลุ่มพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซล เอทานอล ปาล์ม (BBGI, GGC, UBE, UVAN, VPO, CPI)

Daily Top Picks

CPN: ปัจจัยกระตุ้นจากการดำเนินธุรกิจที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง จำนวนผู้ใช้บริการมีเติบโตต่อเนื่องและยังไม่เห็นสัญญาณชะลอตัวหลังเกิดสงคราม ยอดขายร้านค้าแข็งแกร่ง ประเมินกำไรสุทธิปี 2569 เติบโต 9.6% ขณะที่ราคาหุ้นช่วงหลังสงครามที่ปรับลงคาดได้สะท้อนความกังวลไประดับหนึ่งแล้ว ส่วนค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เป้าหมายระยะสั้นที่ 65.50 บาท

TRUE: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการคาดจะเติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่มีโมเมนตัมแข็งแกร่งต่อเนื่อง ต้นทุนที่ลดลงหลังการประมูลคลื่น และ Upside จากผลขาดทุนสะสมทางภาษี โดยปี 2569 คาดกำไรจะเติบโต 22%YoY เป้าหมายระยะสั้นที่ 14.40 บาท
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 26 มี.ค. 2569 เวลา : 12:12:03
26-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 26, 2026, 8:48 pm