นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปากเกร็ด และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
.jpg)
เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า ปีนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะฝนน้อยในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอนโซที่มีสภาวะเป็นกลางในขณะนี้ มีแนวโน้มจะเปลี่ยนเข้าสู่ “สภาวะเอลนีโญ” ในช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้ปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเสี่ยงน้ำน้อย รวมถึงติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง ในช่วงต้นฤดูฝน (ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) พบว่า ภาพรวมของปริมาณน้ำในภาคกลางและภาคตะวันออก อาจต่ำกว่า 50% ของความจุเก็บกักรวม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่มอก อ่างเก็บน้ำคลองสียัด และอ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ ที่ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บน้ำต่ำสุด จึงต้องเฝ้าระวังและวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนสูงซึ่งยากต่อการคาดการณ์และวางแผน ที่ประชุมได้เห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve) ตามที่กรมชลประทานและ กฟผ. เสนอ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ และคาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯ สำหรับใช้วางแผนการบริหารจัดการน้ำได้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด เพื่อป้องกันอุทกภัยและสำรองกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงที่เกิดสถานการณ์เอลนีโญ


พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 9 มาตรการ ซึ่งได้ปรับปรุงจากการถอดบทเรียนร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในปี 2568 และเพิ่มกลไกขับเคลื่อนตามความเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้การดำเนินงานชัดเจนและปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้ สทนช. เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาต่อไป เพื่อนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนนี้ ในด้านสถานการณ์ภัยแล้ง ปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ (ภัยแล้ง) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคนอกเขตการประปาส่วนภูมิภาค (ประปาท้องถิ่น) และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 ที่มีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่


นายชยันต์ กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาคุณภาพน้ำว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการจัดการปัญหาคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อสุขอนามัยในพื้นที่วิกฤต บริเวณแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำกก โดย สทนช. จะประสานกรมควบคุมมลพิษ บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) เพื่อพัฒนาระบบ Dashboard คุณภาพน้ำในภาพรวมของประเทศ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวเด่น