(+) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 3% หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ปฎิเสธข้อเรียกร้องของอิหร่านต่อข้อเสนอการเจรจาสันติภาพ พร้อมเผยว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้นอยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งสร้างความกังวลต่อตลาดเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ และส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดใช้งานเป็นส่วนใหญ่ โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อหวังเปิดการเจรจาอีกครั้ง ขณะที่อิหร่านได้เผยแพร่ข้อเสนอตอบโต้ในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 69 โดยมุ่งเน้นไปที่การยุติสงครามทุกแนวรบโดยเฉพาะเลบานอน รวมถึงข้อเรียกร้องชดเชยความเสียหายจากสงครามและการเน้นย้ำถึงอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเล และรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีเพิ่มเติม พร้อมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและยุติการห้ามขายน้ำมันอิหร่าน
(+) ตลาดจับตาการพบปะระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันที่ 13 พ.ค. 69 เพื่อเข้าร่วมการเจรจากับประธานาธิบดีของจีน นาย สี จิ้นผิง ในวันที่ 14-15 พ.ค. 69 โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดด้านการค้า และหารือประเด็นสำคัญอื่น ๆ เช่น สถานการณ์อิหร่าน ไต้หวัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายข้อตกลงด้านแร่หายากที่สำคัญ
(+) นายอามิน นัสเซอร์ CEO ของ Saudi Aramco กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 69 ที่ผ่านมาว่า โลกสูญเสียปริมาณการผลิตน้ำมันไปกว่า 1 พันล้านบาร์เรล ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และตลาดพลังงานจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวแม้ว่าการผลิตจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม พร้อมเผยว่าการลงทุนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาหลายปีได้ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
ข่าวเด่น