
• รปภ. มีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน แต่เกือบครึ่งทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยสูงถึง 11 ชั่วโมงต่อวัน
• กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 24 เม.ย. 2569 ทำให้ OT ของ รปภ. ชัดเจนขึ้น
• ความปลอดภัยกำลังกลายเป็นต้นทุนจริงของเศรษฐกิจเมือง ตั้งแต่คอนโด โรงแรม โรงงาน ไปจนถึงโลจิสติกส์
• หาก OT ถูกจ่ายจริง ต้นทุนของหลายธุรกิจอาจสูงขึ้น แต่รายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานบางส่วนก็อาจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
รายได้เฉลี่ยเกือบ 17,000 บาท…แต่แลกมากับชั่วโมงทำงานยาว
รู้หรือไม่ว่า จากฐานข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน โดยแรงงานชายมีรายได้เฉลี่ย 17,310 บาท ขณะที่แรงงานหญิงอยู่ที่ 13,829 บาท
แม้รายได้เฉลี่ยอาจดูไม่ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับแรงงานบริการบางกลุ่ม แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับชั่วโมงทำงาน จะพบว่า รายได้ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายเวลาการทำงาน มากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน
• 47.1% ของ รปภ. ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
• 48.3% ทำงาน 40–49 ชั่วโมง
• มีเพียง 3.1% ที่ทำงานต่ำกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เกือบครึ่งของแรงงาน รปภ. ไทย ทำงานเกินระดับมาตรฐานค่อนข้างมาก
หากคิดจากรายได้เฉลี่ยภายใต้เวลาทำงานมาตรฐานประมาณ 208 ชั่วโมงต่อเดือน (26 วัน * 8 ชม.) จะอยู่ราว 81 บาทต่อชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง เมื่อเวลาทำงานยาวขึ้น รายได้ต่อชั่วโมงที่แท้จริงจึงต่ำกว่านั้นอีก
ในทางเศรษฐศาสตร์แรงงาน ปรากฏการณ์ลักษณะนี้มักสะท้อนระบบที่ยังแข่งขันผ่าน “ต้นทุนแรงงานต่ำ” มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยีหรือการจัดการ
รปภ. คือแรงงานที่ทำให้เมืองไม่เคยหลับ
กรุงเทพฯ มีสัดส่วนแรงงาน รปภ. สูงสุดที่ 18.7% รองลงมาคือ ภูเก็ต (5%) ชลบุรี (3.4%) ฉะเชิงเทรา (2.9%) นนทบุรี (2.7%) และสมุทรปราการ (2.7%)
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รปภ. ไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองเศรษฐกิจ ยังพบการกระจายตัวในจังหวัดชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และตาก
นั่นหมายความว่า ความปลอดภัยเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และความมั่นคงของประเทศไปพร้อมกัน
ในอีกความหมายหนึ่ง แรงงาน รปภ. กำลังทำหน้าที่คล้าย “urban security infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของเมืองสมัยใหม่ ดังนั้น เมื่อกฎหมาย OT ใหม่มีผล ต้นทุนที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัท รปภ. แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เศรษฐกิจหลายประเภททั่วประเทศ
รปภ. ไม่ได้อยู่แค่ “บริษัท รปภ.”
หลายคนอาจคิดว่า รปภ. ทำงานอยู่ในบริษัทรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ข้อมูลจริงพบว่า
• 22.8% อยู่ในบริษัทจัดหาแรงงาน
• 19.3% อยู่ในบริการรักษาความปลอดภัย
• 5.2% อยู่ในอสังหาริมทรัพย์
• 4.9% อยู่ในค้าปลีกและโรงแรม
• 4.1% อยู่ในโลจิสติกส์
รปภ. จำนวนมากไม่ได้ทำงานอยู่ใน “บริษัท รปภ.” เพียงอย่างเดียว โดยกว่า 4 ใน 10 ทำงานผ่านระบบจ้างเหมาหรือบริษัทจัดหาแรงงาน
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันผ่านต้นทุนแรงงานเป็นสำคัญ ทำให้ชั่วโมงทำงานที่ยาวอาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของแรงงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจของภาคบริการไทย
เมื่อ OT เริ่มถูกตีมูลค่าใหม่
กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 24 เม.ย. 2569 กำหนดให้ รปภ. ที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ต้องได้รับค่าล่วงเวลาอย่างน้อย 1.25 เท่า และวันหยุดสูงถึง 2.5 เท่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ เพราะที่ผ่านมา รปภ. จำนวนมากทำงานกะยาวโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลาอย่างชัดเจน
หากคิดจากรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน จะอยู่ที่ประมาณ 81 บาทต่อชั่วโมง และถ้าทำ OT วันละ 3 ชั่วโมง และทำงานวันเสาร์ซึ่งถือเป็นวันหยุดประมาณ 4 วันต่อเดือน รายได้ OT อาจเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน
• ค่าแรงเฉลี่ย ≈ 81 บาทต่อชั่วโมง
• OT วันทำงาน ≈ 101 บาทต่อชั่วโมง
• OT วันหยุด ≈ 202 บาทต่อชั่วโมง
นั่นหมายความว่า ในกรณีที่ยังทำ OT เท่าเดิม รายได้รวมอาจขยับจากประมาณ 17,000 บาท ไปใกล้ระดับ 26,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติ นายจ้างบางส่วนอาจเลือกเพิ่มจำนวนพนักงาน ปรับรูปแบบการทำงานเป็น “เข้ากะ” แทน
แต่ไม่ว่าทางเลือกจะเป็นแบบไหน สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “เวลาทำงาน” ของแรงงานกลุ่มนี้ เริ่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
ประเทศไทยกำลังเริ่ม “จ่ายค่าความปลอดภัยตามจริง”
ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยคุ้นชินกับการมีแรงงานที่ทำงานยาว ค่าแรงไม่สูง และรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง
กฎหมาย OT ใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มค่าแรง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดที่มีต่อแรงงาน
เมื่อ OT ถูกตีมูลค่าใหม่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงอาจค่อย ๆ กระจายไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าส่วนกลาง โรงแรม ห้าง โรงงาน โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจบริการต่าง ๆ
หรืออาจพูดได้ว่า เรากำลังเริ่มจ่ายต้นทุนที่แท้จริงของความปลอดภัย
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าต้นทุนคือ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แข่งขันด้วยค่าแรงต่ำ ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ เทคโนโลยี และคุณภาพแรงงานมากขึ้นได้หรือไม่
ข่าวเด่น