• พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกกำลังเติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ Solar
• ต้นทุน Solar ลดลงต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้มากที่สุด
• ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง ทำให้ค่าไฟอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลก
• โซล่าไม่ใช่แค่พลังงานสะอาด แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือด้านต้นทุน ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขัน
ลองนึกภาพว่า วันหนึ่งไฟดับ มือถือแบตหมด อินเทอร์เน็ตหาย โลกแทบหยุดหมุนทันที
นี่คือเหตุผลที่ “พลังงาน” ไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจทั้งระบบ
ทำไมทั่วโลกถึงเทใจให้ “โซล่า”
คำตอบสั้น ๆ คือ ถูก เร็ว และง่าย
ตามรายงาน Renewable Capacity Highlights 2026 ของ IRENA กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้นแตะ 5,149 GW เพิ่มขึ้น 692 GW จากปีก่อน หรือขยายตัว 15.5% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และพลังงานแสงอาทิตย์คือพระเอกตัวจริง
Solar เติบโตเร็วที่สุด เพิ่มขึ้น 511 GW แตะ 2,392 GW คิดเป็นการเติบโต 27.2% จากปีก่อน
พลังงานลม (Wind) = 1,291 GW (+159 GW) พลังงานหลักอันดับสอง
พลังงานน้ำ (Hydropower) = 1,293 GW (+18.4 GW) มีความเสถียร แต่โตช้า
พลังงานชีวภาพ (Bioenergy) = 154 GW (+3.4 GW) ใช้เฉพาะบางประเทศและบางอุตสาหกรรม
พลังงานใต้พิภพ (Geothermal) = 16 GW (+0.3 GW) เสถียรแต่ติดข้อจำกัดด้านพื้นที่
พลังงานจากมหาสมุทร (Marine) = 0.5 GW ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น
Solar และ Wind รวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ของโลก
การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกจึงไม่ใช่เพียงวัฏจักรการลงทุนระยะสั้น เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนของ Solar ลดลงต่อเนื่องตลอดสิบปีที่ผ่านมา จาก economies of scale การแข่งขันของผู้ผลิต เทคโนโลยีแผงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และ supply chain ที่พัฒนาเร็ว โดยเฉพาะจากจีน
พลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ประเทศที่สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้มากขึ้น ไม่ได้เพียงลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยลดความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และเพิ่มความน่าสนใจต่อการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center, Semiconductor, EV และ AI Infrastructure ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และเริ่มให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานสะอาดมากขึ้น
ต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนด competitiveness ของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำได้ อาจได้เปรียบทั้งด้าน FDI ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการรักษาฐานอุตสาหกรรมระยะยาว และนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเร่งลงทุนใน Renewable Energy ไม่ใช่เพียงเพื่อเป้าหมาย Net Zero แต่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
Solar กำลังเปลี่ยนการแข่งขันของอาเซียน
ในอาเซียน เวียดนามถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามเร่งเปิดทางให้ Solar เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านมาตรการรับซื้อไฟฟ้า การอนุมัติที่รวดเร็ว และการเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในตลาด Solar ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค
ขณะที่ไทย แม้มีศักยภาพสูงทั้งด้านแสงอาทิตย์และภาคอุตสาหกรรม แต่การเติบโตยังช้ากว่าที่ควร จากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อระบบ และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายบางช่วง สะท้อนว่าไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านการรองรับพลังงานสะอาด เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค
ติด Solar ได้อะไร?
ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ LNG มากกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ทำให้ค่าไฟอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกค่อนข้างมาก ภาครัฐจึงเริ่มสนับสนุน Solar Rooftop มากขึ้น เช่น
• การเปิดทางให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบได้
• การลดหย่อนภาษีค่าติดตั้ง Solar Rooftop ภาคประชาชนสูงสุด 200,000 บาท
• สิทธิ BOI สำหรับภาคธุรกิจ ทั้งยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีนำเข้าเครื่องจักร
Solar จึงไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่ม
ความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
• ลดค่าไฟ โดยเฉพาะคนที่ใช้ไฟกลางวันเยอะ → ยิ่งใช้ ยิ่งคุ้ม
• คุมต้นทุนระยะยาว คืนทุนราว 5–8 ปี ใช้งานได้ 20–25 ปี
• ดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาด เช่น Data Center
• รองรับ ESG, Net Zero และเงื่อนไขคู่ค้าระดับโลก
• ลดความเสี่ยงจากค่าไฟและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
บทสรุป: Solar คือโครงสร้างพื้นฐานของอนาคต
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบพลังงานครั้งสำคัญ พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากพลังงานทางเลือก ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่
สำหรับประเทศไทย การเดินหน้า Solar อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเรื่องของพลังงานสะอาด แต่คือกุญแจสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มความมั่นคง และรักษาความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
โดยเฉพาะในโลกที่ต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของภาคธุรกิจ โรงงาน ผู้ส่งออก และอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่บริษัทข้ามชาติและคู่ค้าระดับโลก เริ่มให้ความสำคัญกับ ESG, Carbon
Footprint และ Renewable Energy มากขึ้นเรื่อย ๆ
Solar ไม่ใช่เรื่องอยากทำก็ทำอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ
Fun Facts: Solar Cell นวัตกรรมที่เริ่มจากความบังเอิญ
ปี 1839 นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสวัย 19 ปีชื่อ Alexandre Edmond Becquerel ค้นพบว่า “แสง” สามารถทำให้เกิดไฟฟ้าได้ ระหว่างทดลองในห้องแล็บ
แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร
ผ่านไปอีกกว่าร้อยปี ทีมนักวิจัยของ Bell Labs ในสหรัฐฯ กำลังพยายามหาวิธีให้ระบบสื่อสารในพื้นที่ห่างไกลมีไฟใช้ โดยไม่ต้องลากสายไฟ แล้วพวกเขาก็พบว่า “แดด” สามารถสร้างกระแสไฟได้จริง จากนั้นทีมจึงพัฒนาต่อ จนเกิด Solar Cell ซิลิคอนแบบใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกของโลกในปี 1954 และได้กลายเป็นมาตรฐานพลังงานสำหรับดาวเทียมและยานอวกาศตั้งแต่นั้นมา เพราะในอวกาศ
• ไม่มีปลั๊กไฟ
• ไม่มีสายไฟ
• แต่มีแดดทั้งวัน
ใครจะคิดว่า เทคโนโลยีที่เคยเป็นของเล่นราคาแพงของนักวิทยาศาสตร์และถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในอวกาศ กลายเป็น “เครื่องลดค่าไฟ” ของคนธรรมดา และทำให้แดดที่เคยร้อนกลายเป็นรายได้ทางอ้อมผ่านค่าไฟที่ลดลงทุกเดือน
ข่าวเด่น