แบงก์-นอนแบงก์
ภาษีกับความเหลื่อมล้ำ: บทบาทของนโยบายภาษีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย


 
• ระบบภาษีไทยยังมีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำได้ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับหลายประเทศพัฒนาแล้ว
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีลักษณะก้าวหน้าในทางกฎหมาย แต่ภาระภาษีที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ทั้งหมด
• การพึ่งพาภาษีทางอ้อม เช่น VAT ในสัดส่วนสูง ทำให้ภาระภาษีของแต่ละกลุ่มรายได้แตกต่างกัน
• ภาษีทรัพย์สินยังมีบทบาทไม่มากนักในการลดการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง
• การลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีคุณภาพ
 
ภาษีไม่ได้มีหน้าที่แค่หารายได้เข้ารัฐ
 เมื่อพูดถึง “ภาษี” หลายคนมักนึกถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ภาครัฐ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาษีมีบทบาทมากกว่านั้น
ภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้ในการจัดสรรทรัพยากร สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
 คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญจึงมีมากกว่า “รัฐควรเก็บภาษีเท่าไร” แต่คือ “รัฐควรออกแบบระบบภาษีอย่างไรให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรม”
 แล้วระบบภาษีที่ดีควรมีอะไรบ้าง
 ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์การคลัง ระบบภาษีที่ดีควรมี 3 คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่
 • ผู้ที่มีความสามารถในการจ่ายมากกว่าควรรับภาระภาษีมากกว่า (Ability to Pay)
• การจัดเก็บภาษีไม่ควรบิดเบือนการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเกินไป (Efficiency)
• ผู้ที่มีฐานะใกล้เคียงกันควรรับภาระภาษีในระดับใกล้เคียงกัน (Fairness)
 โครงสร้างภาษีไทยกับโจทย์ความเหลื่อมล้ำ
  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ก้าวหน้าในกฎหมาย แต่ไม่สมบูรณ์ในทางปฏิบัติ
 ประเทศไทยใช้ระบบภาษีเงินได้แบบขั้นบันได โดยมีอัตราภาษีตั้งแต่ 0–35%
 แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มรายได้สูงมักมีทางเลือกในการวางแผนภาษีมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้ประจำ เช่น การจัดรูปแบบรายได้ผ่านนิติบุคคล หรือการใช้สิทธิหักลดหย่อนต่าง ๆ
 ผลที่เกิดขึ้นคือ ภาระภาษีที่จ่ายจริงอาจแตกต่างจากที่ออกแบบไว้ในกฎหมาย ซึ่งสะท้อน “ช่องโหว่เชิงโครงสร้าง” มากกว่าปัญหาอัตราภาษี
 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): รายได้สำคัญของรัฐ แต่มีข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรม
 
VAT เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของรัฐบาลไทย
แม้อัตราภาษีจะเท่ากันสำหรับทุกคน แต่ผลกระทบไม่ได้เท่ากัน เพราะครัวเรือนรายได้น้อยมักใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในสัดส่วนที่สูงกว่ารายได้
 ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงมักมองว่าภาษีทางอ้อมมีลักษณะ “ถดถอย” มากกว่าภาษีทางตรง
 แต่ผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำจะขึ้นอยู่กับว่ารัฐนำรายได้จากภาษีไปใช้เพื่อสวัสดิการและบริการสาธารณะได้มากเพียงใด
 
ภาษีทรัพย์สิน: เครื่องมือที่ยังมีบทบาทจำกัด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ “ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง” มากกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เพียงอย่างเดียว
 แม้ไทยจะมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีมรดก แต่การจัดเก็บยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ผลคือ การกระจุกตัวของทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่อง
 
อย่างไรก็ตาม ภาษีทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ทั้งหมด หากไม่ได้ดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการศึกษา การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทุนมนุษย์
 
อีกโจทย์สำคัญ: ไทยเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ
เมื่อเทียบกับหลายประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศไทยมีรายได้ภาษีต่อ GDP อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
 ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีรายได้ภาษีเฉลี่ยมากกว่า 30% ของ GDP ไทยมีสัดส่วนอยู่เพียงราวครึ่งหนึ่งของระดับดังกล่าว
 สิ่งที่ต้องคิดจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เก็บภาษีจากใคร” แต่รวมถึง “รัฐควรมีรายได้เพียงพอหรือไม่” เพื่อใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขในระยะยาว
 แล้วต่างประเทศทำอย่างไร
 
สวีเดน: เก็บภาษีสูง แลกกับสวัสดิการที่ครอบคลุม
 สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ภาษีต่อ GDP สูงที่สุดในโลก โดยรัฐนำรายได้ภาษีกลับไปลงทุนในระบบสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคมอย่างกว้างขวาง
 ผลลัพธ์คือ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง และมีระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้หลังหักภาษีและสวัสดิการอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
 สหรัฐอเมริกา: ระบบก้าวหน้า แต่ความเหลื่อมล้ำยังสูง
 สหรัฐฯ มีโครงสร้างภาษีเงินได้แบบก้าวหน้า แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มผู้มีรายได้และความมั่งคั่งสูงสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินและการวางแผนภาษีเพื่อลดภาระภาษีได้ในบางกรณี
 ขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ทางการเงิน หุ้น และธุรกิจ ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งยังอยู่ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 เกาหลีใต้: ใช้ภาษีทรัพย์สินควบคู่กับมาตรการดูแลตลาดอสังหาริมทรัพย์
 
เกาหลีใต้เคยเผชิญปัญหาราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงและการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจึงใช้ทั้งภาษีทรัพย์สิน ภาษีการถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายหลัง และมาตรการสินเชื่อควบคู่กัน
 เป้าหมายสำคัญคือ ลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน
 ประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนว่า การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการ "ขึ้นภาษี" เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบภาษีทั้งระบบ รวมถึงคุณภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ
 
ประเทศที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ดี มักเป็นประเทศที่สร้างสมดุลระหว่าง
• การจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
• การส่งเสริมการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
• การนำรายได้ภาษีกลับไปสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างทั่วถึง
 แล้วไทยควรทำอย่างไร?
 1แนวทางที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การขึ้นภาษีในวงกว้าง แต่เป็นการปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ชัดเจน โดยเน้น 4 เรื่องสำคัญ
 
เสริม “ความก้าวหน้าเชิงประสิทธิผล”
 ไม่ใช่การไล่ขึ้นอัตราภาษีทันที แต่ต้องทำให้คนที่มีความสามารถในการจ่ายสูง จ่ายภาษีใกล้เคียงกับภาระจริงมากขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากเงินปันผล กำไรจากสินทรัพย์ การถือครองทรัพย์สินหลายรายการ และการใช้ช่องทางนิติบุคคลเพื่อลดภาระภาษีส่วนบุคคล
2 ปรับภาษีทรัพย์สินให้ทำงานจริงมากขึ้น
 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างควรถูกออกแบบให้แยกชัดระหว่าง “บ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง” กับ “สินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร” โดยเน้นที่ดินรกร้าง บ้านหลายหลัง และทรัพย์สินที่ถูกถือครองไว้โดยไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพทางเศรษฐกิจ
3 ไม่ควรพึ่ง VAT มากเกินไปโดยไม่มีมาตรการชดเชย
 VAT เป็นภาษีที่จัดเก็บง่ายและสร้างรายได้ให้รัฐได้มาก แต่กระทบคนรายได้น้อยมากกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ที่มี หากรัฐจำเป็นต้องปรับ VAT ในอนาคต ควรทำควบคู่กับเงินโอนเฉพาะกลุ่ม สวัสดิการที่แม่นยำ และการลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือนรายได้น้อย
 4ใช้ภาษีให้เห็นผลจริง
 หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่ประชาชนต้องเห็นว่าเงินภาษีกลับมาเป็นบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ทั้งการศึกษา สาธารณสุข ระบบขนส่ง การดูแลผู้สูงอายุ และโอกาสในการยกระดับทักษะแรงงาน
 การลดความเหลื่อมล้ำด้วยภาษีจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “จ่ายแล้วคุ้ม” และรัฐสามารถเปลี่ยนรายได้ภาษีให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่
 
อย่างไรก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ยังมีข้อถกเถียงสำคัญว่า ประเทศควรให้ความสำคัญกับการ “เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ” หรือ “ลดความเหลื่อมล้ำ” มากกว่ากัน บางฝ่ายมองว่าการเก็บภาษีมากเกินไปอาจกระทบการลงทุนและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าความเหลื่อมล้ำที่สูงเกินไปอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาว
 
ระบบภาษีเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่กำหนดว่าใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนของสังคม และใครได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดจากระบบภาษีเพียงอย่างเดียว
 
ความท้าทายของไทยอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง “การเติบโต” หรือ “การกระจายรายได้” แต่คือการออกแบบนโยบายที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงมากขึ้น
 และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “เราเก็บจากใคร และนำรายได้ภาษีนั้นไปใช้เพื่อสร้างโอกาสให้กับคนทั้งประเทศได้มากเพียงใด”
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 มิ.ย. 2569 เวลา : 12:25:52
08-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 8, 2026, 3:53 pm