.jpg)
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 อาจไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินมากนัก หลังมีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เพียงแต่สิ่งที่ได้รับความสนใจมากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยนี้ กลับเป็นการที่ กนง. ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.3% และคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.8% ในปี 2570 สะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่เคยประเมินไว้ แม้จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กนง. มองเศรษฐกิจในเชิงบวกมากขึ้น มาจากการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าคาด การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงมาตรการภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกันของ กนง. กลับย้ำหลายครั้งว่าเศรษฐกิจไทยยังคง “ขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง” พร้อมแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ของ SMEs ครัวเรือน และสินเชื่อที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ ซึ่งความย้อนแย้งดังกล่าวนี้ อาจกำลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ประโยชน์จากการเติบโตกลับไม่ได้กระจายไปยังทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม
โดยในด้านหนึ่ง ภาคการส่งออกของไทยกำลังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์สื่อสาร และสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยสามารถพิจารณาได้จากตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกเร่งลงทุนใน Data Center, ชิปประมวลผล, ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนเหล่านี้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และสร้างความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล ซึ่งประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค ไทยเราจึงได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นเอง จึงเป็นครั้งแรก ๆ ที่ กนง. ได้นำประเด็น “การลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI” มาอธิบายทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจนในระดับมหภาค ที่สะท้อนออกมาได้ว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศ เพียงแต่ว่ามันได้ส่งผลกระทบในอีกด้านหนึ่ง เพราะการเติบโตที่เกิดขึ้นนั้น กลับกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วนมากกว่าที่จะกระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่าเดิม หลายแห่งได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น หรือสามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนได้
แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจ SMEs จำนวนมาก (ซึ่งถือเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 70% ของการจ้างงานทั้งหมดในระบบ) ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง สินค้านำเข้าราคาถูก กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากทาง กนง. ระบุว่า สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในภาวะที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก
ภาพดังกล่าวนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “K-Shaped Economy” หรือเศรษฐกิจที่บางกลุ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกหลายกลุ่มกลับฟื้นตัวช้าหรือยังเผชิญความยากลำบาก กล่าวคือ ด้านบนของตัว K คือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออก อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือภาคการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนด้านล่างของตัว K คือธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อย และกิจการที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
โดยสถานการณ์เดียวกันของสภาวะ K-Shaped นี้ยังสะท้อนมาถึงภาคครัวเรือน ที่แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะถูกปรับเพิ่มประมาณการ แต่ทาง กนง. ก็ยังระบุว่า ในภาคครัวเรือนส่วนใหญ่ยังถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลง ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งพิจารณาได้จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 2.8% และ กนง. ยังยอมรับว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2569 เงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายจากผลของการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต ก่อนที่จะทยอยลดลงในปี 2570 นั่นหมายความว่า แม้ตัวเลข GDP จะปรับตัวดีขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่รู้สึกถึงการฟื้นตัวดังกล่าว เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ดังนั้นเอง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กนง. เลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00%
ทั้งนี้ หากเราพิจารณาเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ การปรับเพิ่มประมาณการ GDP อาจเป็นเหตุผลเพียงพอให้หลายฝ่ายมองว่า ธนาคารกลางควรเริ่มพิจารณานโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังมีแนวโน้มเร่งตัวจากราคาพลังงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากมองไปยังสถานการณ์ของ SMEs หนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อภายในประเทศ ก็จะพบว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ไม่น้อย การปรับขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ จึงอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับธุรกิจและครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็อาจไม่เหมาะสมในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ผลลัพธ์มันจึงกลายออกมาเป็นการที่ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม พร้อมติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
ในอีกมุมหนึ่ง การประชุม กนง. ครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย จากเดิมที่การท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก การลงทุนด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวนี้ กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความแตกต่างระหว่างผู้ที่ปรับตัวได้กับผู้ที่ปรับตัวไม่ทันชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน ค่าครองชีพ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ดังนั้นแล้ว ภาพที่ กนง. สะท้อนออกมา จึงไม่ใช่เศรษฐกิจที่อ่อนแอเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ใช่การฟื้นตัวที่กระจายไปทั่วทั้งระบบ เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตจากภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรเทคโนโลยีโลก ขณะที่อีกหลายภาคส่วนยังอยู่ในช่วงของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กนง. เลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% แม้จะปรับเพิ่มประมาณการ GDP ในปีนี้ก็ตาม
ข่าวเด่น