แบงก์-นอนแบงก์
SCB Julius Baer เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2569 ชูธีม "Harnessing Alpha in a Fragmented World Order" เดินหน้าสร้างโอกาสลงทุนท่ามกลางโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว


 
บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) จัดงานสัมมนาเอ็กซ์คลูซีฟ "มุมมองเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569" (Market Outlook H2/2026) สำหรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูง เพื่อนำเสนอแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุนภายใต้บริบทโลกที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลังจากหลายปีที่สภาพคล่องส่วนเกินของโลกในระดับสูง (“glut”) กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ความต้องการใช้เงินทุน (“grab”) เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนอาจไม่ได้จำเป็นต้องลดความเสี่ยงลง แต่ควรพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนอย่างคัดเลือกและมีชั้นเชิง โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด พร้อมด้วย นายมาร์ค แมทธิว (Mark Matthews) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชียแปซิฟิก ธนาคารจูเลียส แบร์ นายหลุยส์ ชัว (Louis Chua) นักวิเคราะห์ ฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชีย ธนาคารจูเลียส แบร์ และ นาย เฮา เจี๋ย โปห์ (Hao Jie Poh) ผู้อำนวยการ ฝ่ายโซลูชันลูกค้าระดับโลกจาก KKR ร่วมงานสัมมนา เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตันกรุงเทพฯ 

 
นายเอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด กล่าวว่า “ธีมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คือ “Harnessing Alpha in a Fragmented World Order” ซึ่งสะท้อนถึงโลกที่กำลังแบ่งขั้วทั้งในด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยแม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีปัจจัยกดดันจากเหตุการณ์ความไม่สงบในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง แต่ตลาดการเงินยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการมองข้ามปัจจัยการเมืองในระยะสั้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านกลาโหม การปรับโครงสร้างระบบพลังงาน การย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงความคึกคักของตลาดทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ SCB Julius Baer ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุน โดยมองว่าความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนเป็นแหล่งที่มาของโอกาสในการสร้างผลตอบแทน”

 
ด้านกลยุทธ์การลงทุน SCB Julius Baer แนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ที่มีอายุยาว โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ผ่อนคลาย และโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีมากกว่าการปรับขึ้น นอกจากนี้ยังมองว่าพันธบัตรรัฐบาลสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียมีความน่าสนใจจากปัจจัยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการคลัง ขณะที่ตลาดหุ้นยังคงมีมุมมองเชิงบวกแบบสมดุล โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเติบโตจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา AI ในระยะถัดไป 

 
“SCB Julius Baer ยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและสาธารณูปโภค รวมถึงตลาดเอเชียที่ยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ สำหรับจีนความต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทำให้กลุ่ม New Technology มีความน่าสนใจ แม้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนยังมีการปรับตัวลงแต่เริ่มเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ทำให้ตลาดหุ้นจีนมีโอกาสฟื้นตัวได้ ในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีโอกาสกลับมาอ่อนค่า ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว”

 
ด้าน นาย เฮา เจี๋ย โปห์ (Hao Jie Poh) ผู้อำนวยการ ฝ่ายโซลูชันลูกค้าระดับโลกจาก KKR บริษัทการลงทุนระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์นอกตลาด (Private Market) กล่าวเสริมว่า “การลงทุนใน Private Equity มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกเนื่องจากมีขนาดตลาดที่ใหญ่ บริษัทจำนวนมากยังไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นซึ่งทำให้มูลค่าไม่แพง อีกทั้งการมีส่วนร่วมในการเข้าไปบริหารกิจการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่ดีขึ้น นอกจากนี้อีกหนึ่งสินทรัพย์ คือ Private Infrastructure เป็นเครื่องมือที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ และกระจายการเติบโต ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ และที่สำคัญสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ทำให้เงินต้นขาดทุน”

 
“SCB Julius Baer เชื่อว่าในสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น การบริหารพอร์ตการลงทุนจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น เน้นการกระจายความเสี่ยง และอาศัยมุมมองเชิงกลยุทธ์ในการคัดเลือกสินทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าด้วยโซลูชันบริหารความมั่งคั่งระดับโลก ภายใต้แนวคิด Your Legacy. Our Promise.” นายเอเดรียน กล่าวทิ้งท้าย
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 29 มิ.ย. 2569 เวลา : 14:44:46
29-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 29, 2026, 9:25 pm