เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า "ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป" แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว
ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วยให้ร่างกายอบอุ่น, ตะไคร้ และ กะเพรา สำหรับประกอบอาหารและช่วยบรรเทาอาการหวัด, ขมิ้นชัน สำหรับดูแลระบบทางเดินอาหารและแผลถลอก, ว่านหางจระเข้ สำหรับแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก, ไพล สำหรับฟกช้ำ ปวดเมื่อย และ บัวบก สำหรับดูแลแผลและการฟื้นฟูผิวหนัง
“สมุนไพรเหล่านี้ไม่ใช่ของหายาก แต่เป็นพืชที่หลายครอบครัวรู้จักและใช้ในชีวิตประจำวัน หากเราเรียนรู้การใช้ให้ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ยังย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การสะสมยาจำนวนมาก แต่คือการสร้าง “คลังความรู้” ให้กับประชาชน เพราะความรู้จะทำให้สามารถเลือกใช้สมุนไพรได้อย่างเหมาะสม รู้ข้อจำกัด รู้ว่าอาการใดดูแลตนเองได้ และอาการใดต้องรีบส่งต่อโรงพยาบาล ด้วยแนวคิดดังกล่าว มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้จัดทำหนังสือ “บันทึกของแผ่นดิน 16 สมุนไพร…เกราะป้องกันสุขภาพในภัยพิบัติ” เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การเตรียมชุดสมุนไพรประจำบ้าน การดูแลอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในภาวะฉุกเฉิน การจัดกระเป๋าฉุกเฉิน ไปจนถึงการปลูกสมุนไพรจำเป็นไว้ใช้ในครัวเรือน โดยมีการให้ความรู้สมุนไพรแบ่งเป็น 16 กลุ่ม

รวมถึงเตรียมต้นพันธุ์สมุนไพรที่จะไปแจกให้ประชาชนในงานวันละ 300 ต้น อาทิ หอมแส้-ช่วยการไหลเวียนโลหิต ต้านการอักเสบ ช่วยขับลม เป็นทั้งผัก อาหาร และยา “รางจืด” สายพันธุ์หนองทะเลของปราจีนบุรี ที่ให้สารสำคัญสูง จัดเป็นสุดยอดสมุนไพรต้านพิษเหมาะกับเป็นสมุนไพรประจำบ้านทั้งคนเมือง และ เกษตรกร ช่วยแก้แพ้ แก้ร้อนใน จับพิษทั้งภายในและภายนอกได้อีกด้วย “พลูลงยา” ใบสวยเป็นทั้งไม้ประดับและใช้ทำยารักษาโรค ช่วยขับลม รักษาบาดแผล ลดปวดลดบวมได้ ใช้ใบตำขนี้บริเวณที่เป็น และ “กะเพราป่า” ผักเครื่องเทศคู่ครัว ดูแลระบบทางเดินอาหาร แก้หวัดแก้ไอ คลายเครียด ช่วยหลับสบาย ยังมีฤทธิ์คุมระดับน้ำตาลในเลือด พื้นบ้านใช้เป็นยาปรับธาตุ

นอกจากนี้ ยังแจกเมล็ดพันธุ์มะระขี้นก ทุกวัน เพื่อให้นำไปปลูกไว้ใช้ทำอาหารเป็นยาดูแลสุขภาพในครัวเรือนอีกด้วย “เราคงไม่สามารถหยุดแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตและสุขภาพของเราได้ หากทุกบ้านมีอาหาร มีน้ำสะอาด มียาสามัญ และมีสมุนไพรใกล้ตัว พร้อมทั้งมีความรู้ในการใช้ที่ถูกต้อง นั่นคือภูมิคุ้มกันที่แท้จริงของสังคม เพราะในวันที่ระบบต่าง ๆ อาจหยุดชะงัก สิ่งที่ช่วยให้เราผ่านวิกฤตได้ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหรือทรัพยากรจากภายนอก แต่คือความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ความร่วมมือของชุมชน และภูมิปัญญาสมุนไพรไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งยังคงมีคุณค่าและพร้อมเป็น “เกราะป้องกันสุขภาพ” ให้คนไทยในทุกสถานการณ์” ดร.สุภาภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ บูธอภัยภูเบศร ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11-12 สอบถามเพิ่มเติม 02-0287710
ข่าวเด่น