เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
KKP ขยับจีดีพีปี 69 โต 2.1% รับอานิสงส์ 'สหรัฐฯ - อิหร่าน' พักรบ และดีมานด์ AI หนุนครึ่งปีหลัง


 

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.1% หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในสัญญาหยุดยิงเพื่อเจรจาประเด็นอาวุธนิวเคลียร์อย่างน้อยไปถึงเดือนสิงหาคม แม้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน แต่ความกังวลและราคาน้ำมันในครึ่งปีหลังได้ปรับลดลงทันที โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 92.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนทั่วโลกในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี
สำหรับการส่งผลเชิงบวกมายังเศรษฐกิจไทย KKP Research ประเมินว่าจะเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่:
 
1) ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากความสงบชั่วคราว
การลดระดับความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจการบินโลก ส่งผลดีต่อการเดินทาง โดยปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ขึ้นจาก 31.8 ล้านคน เป็น 32.7 ล้านคน (แม้จะยังหดตัว 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง) คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 1.56 ล้านล้านบาท และในปี 2570 จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 34.1 ล้านคน เป็น 34.9 ล้านคน
 
2) ราคาน้ำมันลดลง ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดภาระของครัวเรือนและภาคธุรกิจ แต่การส่งผ่านไปยังการบริโภคภาคเอกชนยังคงจำกัด เนื่องจากสถานะทางการเงินของครัวเรือนที่ตึงตัว เม็ดเงินที่ประหยัดได้ส่วนใหญ่จะถูกนำไปชำระหนี้มากกว่าการสร้างอุปสงค์ใหม่ ประกอบกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ดี KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันปลีกในประเทศอาจไม่ลดลงเท่ากับตลาดโลก เนื่องจากต้องนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยภาระหนี้เดิมราว 5.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทรงตัวอยู่ที่ 32–33 บาทต่อลิตร และต้องใช้เวลาจนถึงต้นปี 2571 กว่ากองทุนน้ำมันฯ จะสะสางยอดหนี้ได้ทั้งหมด
 
3) ดีมานด์ AI หนุนการส่งออกในบางอุตสาหกรรม (K-Shape)
การเติบโตของการลงทุนด้าน AI ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น HDD, คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดั้งเดิมอื่น ๆ เช่น ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเฟอร์นิเจอร์ ยังคงเผชิญปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาพรวมการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ยากแม้ตัวเลขการส่งออกจะดูดีขึ้น
 
ปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างและทิศทางดอกเบี้ย
ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะยังคงขาดดุลในปี 2569 แม้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันจะลดลง เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น รายได้ภาคบริการที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 และการนำเข้า
สินค้าทุนที่สูงขึ้นตามกระแสการลงทุนด้าน AI
 
ด้านภาวะเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ 2.4% (จากเดิมคาด 3.0%) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวลง ภายใต้สถานการณ์นี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปอีกอย่างน้อย 12 เดือนข้างหน้า โดยอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้หากเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด หรือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและธนาคารกลางสำคัญ ๆ ของโลกเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงที่จะปรับลดดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เป็นไปได้หากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกผ่านจุดสูงสุด และแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิภาคผ่อนคลายลง
 
KKP Research สรุปว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงในครั้งนี้ทำหน้าที่หลักในการลดความเสี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปกว่าเดิม มากกว่าจะเป็นกลไกผลักดันการเติบโตอย่างเต็มที่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงถูกกดดันด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ภาระหนี้ครัวเรือน และโครงสร้างประชากร
 
(อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ KKP Research_2026-GDP-update-for-war-situation-and-ai-demand.pdf)
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 03 ก.ค. 2569 เวลา : 13:32:38
03-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 3, 2026, 7:38 pm