By วิภาดา จิณณวาโส
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศไทยมักถูกพูดถึงในฐานะฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ในวันนี้ บทสนทนาของโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ "AI" กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจรอบใหม่ และการแข่งขันระหว่างประเทศก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดึงดูดโรงงานผลิตสินค้าอีกต่อไป หากแต่เป็นการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบคลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงเครือข่ายที่รองรับการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์
หลายฝ่ายมองว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ต เพราะ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต เพราะเมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิต การแพทย์ การเงิน โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาครัฐ ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บและประมวลผลก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้โลกกำลังเข้าสู่คลื่นการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Infrastructure ครั้งใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่างเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หลายประเทศก็พยายามช่วงชิงโอกาสในการเป็นฐานรองรับการลงทุนรอบนี้
สำหรับภูมิภาคอาเซียน ภาพดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ทำให้การแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาคร้อนแรงกว่าที่เคยและหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ “ประเทศไทย”
ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับเม็ดเงินลงทุนด้านดิจิทัลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Google, Microsoft รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีจากจีนและผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่ทยอยประกาศแผนลงทุนอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังสะท้อนว่า เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2569 ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึงกว่า 8.7 แสนล้านบาท ขณะที่การลงทุนใน Data Center ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สิ่งที่น่าสนใจ คือ การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนของโลก จากที่เดิมที สิงคโปร์เป็นศูนย์กลาง Data Center ของอาเซียนมาอย่างยาวนาน แต่ข้อจำกัดด้านพื้นที่ การใช้พลังงาน และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบด้านการจัดเก็บข้อมูลในหลายประเทศ ก็ผลักดันให้บริษัทข้ามชาติกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียว ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจ
เพราะเมื่อมองในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งความพร้อมของระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การครอบคลุมของเครือข่าย 5G ทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้สะดวก ตลอดจนพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีทั้งระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือ ถนน และสาธารณูปโภคพร้อมรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้าออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลไก Fast Track สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนแนวนโยบาย Cloud First ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายฝ่ายเริ่มมองว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “หน้าต่างแห่งโอกาส” (Window of Opportunity) ครั้งสำคัญ ซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และภาพดังกล่าวยังสะท้อนผ่านมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยเช่นกัน เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 จาก 1.5% เป็น 2.3% โดยระบุอย่างชัดเจนว่า หนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญมาจากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI การขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
นี่ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่ AI ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะเทคโนโลยีแห่งอนาคตเท่านั้น แต่กลายเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางนำมาใช้ในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ AI กำลังเปลี่ยนจาก “เรื่องของเทคโนโลยี” ไปเป็น “เรื่องของเศรษฐกิจ”
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกเคยพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่า การมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะสามารถยกระดับเศรษฐกิจได้โดยอัตโนมัติ การมีโรงงาน ไม่ได้แปลว่าจะสร้างอุตสาหกรรมของตัวเองได้เสมอไป การมีฐานการผลิต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะครอบครองเทคโนโลยี และในยุค AI การมี Data Center จำนวนมาก ก็อาจไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะสามารถสร้างเศรษฐกิจ AI ได้เช่นกัน เพราะแม้ประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนรอบใหม่ แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “จะมี Data Center เพิ่มขึ้นอีกกี่แห่ง” หากแต่อยู่ที่ว่า “การลงทุนเหล่านั้นจะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด” เพราะในท้ายที่สุด Data Center คือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการพัฒนาเศรษฐกิจ
หากมองย้อนกลับไปในอดีต ประเทศต่าง ๆ เคยแข่งขันกันสร้างท่าเรือ สนามบิน ถนน และนิคมอุตสาหกรรม เพราะโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการค้าและการผลิต แต่ในเศรษฐกิจยุค AI สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันสร้างกลับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ เครือข่ายใยแก้วนำแสง และระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็น “ถนนสายใหม่” ของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การมีถนนเส้นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งได้เสมอไป หากไม่มีธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือแรงงานที่สามารถใช้ประโยชน์จากถนนเส้นนั้นได้
ซึ่ง Data Center ก็ไม่ต่างกัน แม้โครงการเหล่านี้จะมีมูลค่าการลงทุนสูงนับหมื่นล้านบาท แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ การดำเนินงานจริงกลับใช้แรงงานจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม อีกทั้งอุปกรณ์สำคัญจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล หรือระบบจัดเก็บข้อมูล ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีหลักและทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังเป็นของบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก นั่นหมายความว่า แม้เม็ดเงินลงทุนจะเข้ามาในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่ามูลค่าเพิ่มทั้งหมดจะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
ประเด็นนี้สะท้อนผ่านตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างชัดเจน แม้ กนง. จะปรับเพิ่มประมาณการ GDP จากแรงหนุนของวัฏจักร AI และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ก็ย้ำพร้อมกันว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นลักษณะ Uneven Recovery หรือการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเป็น กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ยังเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่อง รายได้ครัวเรือนเติบโตช้า ภาคเกษตรยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยด้านสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตร ส่วนกำลังซื้อของประชาชนยังต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ธปท. ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีกว่า 85% กระจุกตัวอยู่ในผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 1% ของผู้ส่งออกทั้งหมด ขณะที่การผลิตยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ผลประโยชน์ที่ส่งต่อไปยังเศรษฐกิจวงกว้างลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต ข้อมูลชุดนี้กำลังสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า AI สามารถผลักดันตัวเลข GDP ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประโยชน์จาก AI จะกระจายไปถึงทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ประเทศไทยควรตั้งคำถามกับตัวเองให้มากกว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุน เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่การมี Data Center ให้มากที่สุด แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้การลงทุนเหล่านั้นเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจไทยได้จริง
ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยสามารถเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือให้บริการในห่วงโซ่อุปทานได้มากน้อยเพียงใด มหาวิทยาลัยสามารถผลิตวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้เพียงพอหรือไม่ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME จะสามารถนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างธุรกิจใหม่ได้หรือเปล่า รวมถึงประเทศไทยจะสามารถสร้างบริษัท AI ของตัวเองที่แข่งขันในตลาดโลกได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะหากคำตอบของคำถามเหล่านี้ยังเป็น “ไม่” ประเทศไทยก็อาจเป็นเพียงสถานที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นที่บริษัทต่างชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และทรัพย์สินทางปัญญา
และอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ “การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศไทย” วันนี้ไทยอาจได้เปรียบจากความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมของ 5G ต้นทุนการก่อสร้างที่แข่งขันได้ และทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน แต่ข้อได้เปรียบเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน หากประเทศเพื่อนบ้านสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ในระดับเดียวกัน
ในระยะยาว สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่น จึงไม่ใช่จำนวน Data Center หรือมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจ” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ให้พื้นที่” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างมูลค่า” ซึ่งต้องรวมถึงการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อ AI Startup ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยนำ AI ไปใช้เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนจากต่างชาติกับผู้ประกอบการในประเทศให้มากที่สุด
หากทำได้ การลงทุนใน Data Center จะไม่ใช่เพียงการก่อสร้างอาคารหรือการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับผลิตภาพ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว แต่หากทำไม่ได้ เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่กำลังไหลเข้ามา ก็อาจเป็นเพียงการลงทุนที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก โดยที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่จะตัดสินว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” หรือเป็นเพียง “ศูนย์กลางของเซิร์ฟเวอร์โลก” อาจไม่ใช่จำนวนเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา หากคือความสามารถในการเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นองค์ความรู้ ผลิตภาพ ธุรกิจใหม่ และรายได้ที่กระจายไปสู่เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง เพราะประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากยุค AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีศูนย์ข้อมูลมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของ AI ให้กลายเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
ข่าวเด่น