แบงก์-นอนแบงก์
กลุ่มทิสโก้ เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4%


กลุ่มทิสโก้ เผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 มีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ ประกันภัย และธุรกิจตลาดทุน ขณะที่ยังรักษาคุณภาพสินทรัพย์และเงินกองทุนในระดับแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการดูแลลูกค้าและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับความท้าทายและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
 
 
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากการฟื้นตัวของธุรกิจหลักในหลายด้าน ทั้งธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจตลาดทุน สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ระหว่างไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานในตลาดโลก แต่กลุ่มทิสโก้ยังสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างรอบคอบและรักษาระดับผลการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 
 
สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากตลาดรถยนต์ในประเทศที่เริ่มกลับมาขยายตัวได้ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศโดยรวมขยายตัวถึง 14% และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัทให้เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น ด้วยยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของทิสโก้โตกว่า 23% และยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตขึ้นตามมา นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักกว่าปีก่อน ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของกลุ่มทิสโก้ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น
 
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ว่าลูกค้าบางส่วนจะยังคงได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แต่ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างมีวินัย ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐผ่านโครงการ SMEs Credit Boost และโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ซึ่งร่วมกันดำเนินมาตรการที่ตอบโจทย์และตรงจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้และเสริมสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทยังคงสามารถรักษาคุณภาพสินเชื่อและระดับเงินสำรองให้อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง
 
นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง กลุ่มทิสโก้จะยังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจ โดยจะดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงเหมาะสม ควบคู่กับการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
 
“ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor ทิสโก้ยังคงมุ่งสร้างโอกาสและความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าในทุกกลุ่ม ผ่านการให้คำปรึกษา การปรับโครงสร้างหนี้ และการสนับสนุนสภาพคล่องแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาระดับเงินสำรองกองทุนให้แข็งแรง เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ “3A: Assistant Tools, Automation, Agentic AI”  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตและสร้างความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย” นายศักดิ์ชัยกล่าว

สรุปผลประกอบการสำหรับงวดครึ่งปีแรก และไตรมาส 2 ของปี 2569
 
ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับงวดครึ่งปีแรกของปี 2568 จากการฟื้นตัวของรายได้รวมจากการดำเนินงาน ประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4.7% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 16.4% จากทุกธุรกิจหลัก ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เพิ่มขึ้น 11.3% ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ด้านภาวะตลาดทุนฟื้นตัวจากปีก่อนหน้า รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กลับมาขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นจากการเติบโตธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.1% โดยยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.1% ของสินเชื่อเฉลี่ย ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) อยู่ที่ 16.3%
 
สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทงวดไตรมาส 2 ของปี 2569 มีจำนวน 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้า จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่เติบโต ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.9% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.3% เป็นผลจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจจัดการกองทุน ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6.9% ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 0.9% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดีและระดับสำรองที่เพียงพอ ครอบคลุมความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
 
เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 235,803 ล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี 2568 โดย สินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 2.2% จากสินเชื่อรถใหม่เป็นหลัก สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ขยายตัวมาอยู่ที่ 6.7% อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวถูกหักล้างด้วยการลดลงของสินเชื่อธุรกิจ จากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ และการชะลอตัวของสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งบริษัทยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 2.12% ของสินเชื่อรวม อยู่ในระดับใกล้เคียงจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 190% 
 
 ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.6% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.2% และ 2.5% ตามลำดับ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ก.ค. 2569 เวลา : 13:18:50
15-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 15, 2026, 1:51 am