หุ้นทอง
Special Report : ทำไมโลกถึงหันกลับมาหาทองคำอีกครั้ง ในวันที่อนาคตยิ่งคาดเดาได้ยาก


 
By วิภาดา จิณณวาโส

แม้ตอนนี้ โลกของเราจะเผชิญทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ และสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากยังมีจังหวะพักฐานและเผชิญแรงขายเป็นระยะ ภาพเช่นนี้อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “ในเมื่อความไม่แน่นอนของโลกยังมีอยู่ เหตุใดทองคำจึงไม่ตอบสนองอย่างที่เคยเป็น” เพราะสิ่งที่น่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ แม้ราคาทองคำจะย่อตัวลงหลายครั้ง ราคาก็ไม่ได้ปรับขึ้นเป็นเส้นตรง แต่สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งกลับยังไม่เปลี่ยนมุมมองระยะยาว โดยยังเชื่อว่าแนวโน้มขาขึ้นของทองคำยังไม่สิ้นสุด

ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน 2569 หลังราคาทองคำปรับฐานจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าการปรับตัวลงครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดขาลงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันการเงินระดับโลก UBS กลับมองต่างออกไป โดยประเมินว่าการอ่อนตัวของราคาทองคำเป็นเพียง “การพักฐาน” หลังจากปรับขึ้นอย่างร้อนแรง โดยแรงขายส่วนใหญ่เกิดจากการทำกำไรระยะสั้น ประกอบกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด

ซึ่งแม้ UBS จะมีการปรับลดประมาณการราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2569 ลงจาก 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เหลือประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อสะท้อนแรงกดดันในระยะสั้น แต่ยังยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดทองคำไม่ได้เปลี่ยนแปลง พร้อมมองว่าหากราคาปรับตัวลงใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม

และเมื่อเวลาผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน โลกกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากกว่าเดิม จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง ความเสี่ยงที่อาจกระทบการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าราคาพลังงานอาจกลับมาเร่งเงินเฟ้อ ขณะที่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ปัจจัยเสี่ยงจะเปลี่ยนไป ข้อสรุปของนักวิเคราะห์กลับแทบไม่เปลี่ยน อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ล่าสุดของฮั่วเซ่งเฮง ที่ยังคงประเมินในทิศทางเดียวกันว่า การอ่อนตัวของราคาทองคำในระยะนี้มีลักษณะเป็นการพักฐานมากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้ม พร้อมคาดว่าหากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังดำเนินต่อ เศรษฐกิจโลกชะลอลง และธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มเข้าสู่รอบการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ราคาทองคำยังมีโอกาสกลับไปเคลื่อนไหวบริเวณ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบมุมมองของ UBS กับฮั่วเซ่งเฮง แม้ทั้งสองสำนักจะวิเคราะห์ในช่วงเวลาที่ต่างกัน และเผชิญปัจจัยเสี่ยงคนละชุด แต่กลับมีข้อสรุปร่วมกันอย่างน่าสนใจ คือแรงกดดันที่กดราคาทองคำในวันนี้ล้วนเป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวยังคงอยู่ นั่นทำให้คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “ทองคำจะขึ้นไปถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือไม่” แต่คือ “โลกกำลังมองเห็นความเสี่ยงอะไร จนทำให้หลายสถาบันยังเชื่อว่าทองคำจะมีบทบาทสำคัญในอนาคต?”

คำตอบของคำถามนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ตลาดทองคำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเมืองโลก ซึ่งกำลังทำให้ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นต้นทุนใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเราเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมองลึกลงไปในพฤติกรรมของผู้เล่นแต่ละกลุ่มในตลาดทองคำ ที่แม้ราคาทองคำจะผันผวนจากแรงกดดันของอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แต่ข้อมูลจาก World Gold Council กลับสะท้อนภาพที่น่าสนใจ นั่นคือ ผู้เล่นในตลาดกำลังส่งสัญญาณที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

โดยในเดือนมิถุนายน กองทุน Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลออกสุทธิประมาณ 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นปริมาณทองคำราว 74 ตัน นับเป็นการไหลออกครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังนักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะสั้น ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก เพราะเมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงขึ้น การถือครองทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยก็มีต้นทุนค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้น การขายทำกำไรหรือการลดสัดส่วนการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามกลไกของตลาด แต่หากมองเพียงตัวเลขเงินที่ไหลออกจาก Gold ETF แล้วสรุปว่ากระแสการลงทุนในทองคำกำลังสิ้นสุดลง อาจเป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป

เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางหลายประเทศกลับยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าสู่ทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจีน โปแลนด์ คาซัคสถาน และอีกหลายประเทศที่ยังเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำ แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีตก็ตาม และหากมองให้กว้างกว่าข้อมูลรายเดือน จะพบว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ เพราะธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิมากกว่า 1,000 ตันต่อปีติดต่อกันหลายปี โดยข้อมูลของ World Gold Council ระบุว่า ปี 2565 มีการซื้อสุทธิราว 1,082 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะอยู่ที่ประมาณ 1,037 ตันในปี 2566 และยังคงซื้อในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2567 สะท้อนว่าการเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองไม่ใช่การตอบสนองต่อข่าวหรือความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวในการกระจายความเสี่ยงของระบบการเงินโลก

ภาพดังกล่าวนี้ กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้เล่นทั้งสองกลุ่มกำลังมอง “คนละระยะเวลา” โดยนักลงทุนในตลาดการเงินมักประเมินผลตอบแทนในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า หากดอกเบี้ยสูง ค่าเงินดอลลาร์แข็ง หรือสินทรัพย์อื่นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เงินทุนก็พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา ขณะที่ธนาคารกลาง ไม่ได้ซื้อทองคำเพื่อหวังผลตอบแทนในปีนี้หรือปีหน้า แต่กำลังบริหารทุนสำรองของประเทศในมุมมองระยะยาว ซึ่งอาจกินเวลานานนับสิบปี เหตุผลสำคัญเลยของเหตุการณ์นี้ก็คือ “โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงที่แตกต่างจากอดีต” หากในอดีต ความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันความเสี่ยงกลับกระจายอยู่ในหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ด้วยตัวเลขเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเลือกกระจายทุนสำรองมายังทองคำมากขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต ไม่ขึ้นอยู่กับฐานะทางการคลังของรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่ง และยังช่วยกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศได้ในช่วงที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง

และเมื่อมองย้อนกลับไปยังบทวิเคราะห์ของ UBS ในเดือนเมษายน และฮั่วเซ่งเฮงในเดือนกรกฎาคม จะพบว่า แม้ทั้งสองสำนักจะประเมินสถานการณ์ภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน แต่กลับมีข้อสรุปที่สอดคล้องกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือ แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนทองคำยังคงอยู่ กล่าวคือ สิ่งที่ตลาดกำลังให้คุณค่า อาจไม่ใช่ “ราคาทองคำ” เพียงอย่างเดียว หากแต่กำลังสะท้อนว่าผู้คนกำลังให้คุณค่ากับ “ความมั่นใจ” มากขึ้น ในวันที่อนาคตเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้

ท้ายที่สุดแล้ว ทองคำอาจไม่ใช่ผู้ชนะของทุกวัฏจักรการลงทุน แต่ในวันที่โลกยากจะคาดเดามากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่กำลังเพิ่มมูลค่าขึ้น อาจไม่ใช่เพียงราคาของทองคำ หากคือคุณค่าของสินทรัพย์ที่ช่วยรักษาความเชื่อมั่นไว้ได้ในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติของเศรษฐกิจโลก

LastUpdate 22/07/2569 20:48:10 โดย :
23-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 23, 2026, 2:05 am