แบงก์-นอนแบงก์
ธอส. ปล่อยสินเชื่อครึ่งปีแรก 1.23 แสนล้านบาท โต 15% ชี้อสังหาฯ ไทยยังไม่เข้าข่ายฟองสบู่ เดินหน้าใช้ AI ขยายโอกาสคนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อ


ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าทำหน้าที่พยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 123,149 ล้านบาท เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมยืนยันว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการเกิดภาวะฟองสบู่ แม้หลายฝ่ายยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ

 

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 123,149.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ครอบคลุมลูกค้า 114,184 บัญชี โดยจำนวนบัญชีสินเชื่อเพิ่มขึ้นราว 17% สะท้อนว่าการเติบโตในปีนี้มาจากการขยายโอกาสให้ลูกค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น มากกว่าการปล่อยกู้วงเงินสูง คิดเป็น 49.90% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 58,685 ราย เพิ่มขึ้น 7.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนบทบาทของ ธอส. ในการขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนฐานราก แม้ภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทาย

ทั้งนี้ หากตัดผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงเดือนมิถุนายนออกแล้ว หรือปรับตัวเลขในลักษณะ Normalize การเติบโตของสินเชื่อใหม่ยังอยู่ในระดับเกือบ 12% สะท้อนว่าการขยายตัวไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการปรับปรุงกระบวนการให้บริการและการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยสินเชื่อ ตามที่ ดร.มหัทธนะ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินเชื่อยังขยายตัว แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมชะลอตัว มาจากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Lean Process) การนำเทคโนโลยี AI และ Data เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการยกระดับการให้บริการให้รวดเร็วขึ้น จนสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

“เศรษฐกิจแย่ เราก็ปล่อยสินเชื่อ เศรษฐกิจดี เราก็ปล่อยสินเชื่อ” ดร.มหัทธนะกล่าว พร้อมระบุว่า บทบาทของ ธอส. แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ เพราะในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารมีหน้าที่ประคับประคองภาคที่อยู่อาศัยและช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง

 

ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ธอส. มีสินเชื่อคงค้าง 1,931,518.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14% จากสิ้นปี 2568 ครองส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากกว่า 30% ของทั้งระบบ มีเงินฝากรวมอยู่ที่ 1,850,385.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.10% และมีสินทรัพย์รวม 2,097,905.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.41% ขณะที่สินเชื่อใหม่มีสัดส่วนใกล้ 40% ของตลาด สะท้อนบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ธนาคารยังมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 15.47% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ 8.50% สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและพร้อมรองรับการขยายสินเชื่อในระยะต่อไป

แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งการเติบโตของ GDP ภาวะหนี้ครัวเรือน และความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ดร.มหัทธนะ มองว่ายังไม่มีปัจจัยที่บ่งชี้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ โดยให้เหตุผลว่า ราคาที่อยู่อาศัยไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างผิดปกติ อุปทานในตลาดยังอยู่ในระดับสูง สินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนในอดีต ขณะที่สถาบันการเงินยังคงใช้ความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ แม้หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง แต่เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ใช่สัญญาณของภาวะฟองสบู่

พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยมุมมองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีก โดยปัจจุบันมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ราว 10–12% ขณะที่หลายประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนอยู่ในระดับประมาณ 20% จึงยังมีช่องว่างให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในระยะยาว

สำหรับการปล่อยสินเชื่อ ธอส. ยังคงเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเป็นหลัก โดยมากกว่า 90% ของลูกค้าอยู่ในกลุ่มสินเชื่อวงเงินระหว่าง 1.5 – 3 ล้านบาท มากกว่าครึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 25,000 บาทต่อเดือน และกว่า 60% ไม่ใช่ลูกค้าภายใต้โครงการสวัสดิการของบริษัทหรือหน่วยงาน สะท้อนการขยายโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงสินเชื่อในระบบ นอกจากนี้ ธอส. ยังให้ความสำคัญกับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยปัจจุบันธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มดังกล่าวแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเตรียมต่อยอดด้วยระบบ Alternative Credit Scoring เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น

อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ แม้วงเงินสินเชื่อรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าเฉลี่ยวงเงินกู้ต่อรายกลับลดลงเหลือประมาณ 1.07 ล้านบาท จากเดิมราว 1.2-1.3 ล้านบาท ขณะที่จำนวนลูกค้าที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าวงเงินรวม สะท้อนว่าการเติบโตของธนาคารในปีนี้มาจากการเข้าถึงลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ไม่ใช่การปล่อยกู้วงเงินสูง

 

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 106,923.72 ล้านบาท คิดเป็น 5.54% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 161,193.05 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนความครอบคลุม NPL (Coverage Ratio) 150.76% สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยธนาคารระบุว่า การนำระบบ Data Analytics และ Dashboard เข้ามาติดตามพฤติกรรมลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลให้อัตราการเกิดหนี้เสียในปีแรก (First Year Default) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 
นอกจากนี้ ธอส. ยังเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือมากกว่า 1,014,357 บัญชี และสามารถปรับโครงสร้างหนี้จนกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ 80.68% ของผู้เข้าร่วมโครงการ

สำหรับแผนดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ธอส. เตรียมนำเทคโนโลยี Digital, AI และ Data มาใช้ยกระดับการให้บริการมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Beyond Housing Bank โดยพัฒนาโมเดล Alternative Credit Scoring เพื่อนำข้อมูลทางเลือกมาประเมินความสามารถในการชำระหนี้ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยทาง ดร.มหัทธนะ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การประเมินสินเชื่อไม่ยึดติดเฉพาะข้อมูลรายได้ประจำหรือสลิปเงินเดือน แต่สามารถใช้ข้อมูลทางเลือกมาประกอบการวิเคราะห์ได้มากขึ้น เพื่อสะท้อนศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกค้าได้ใกล้เคียงความเป็นจริง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้กว้างขึ้น

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังเร่งปรับปรุงกระบวนการอนุมัติสินเชื่อผ่านระบบ Lean Process และ AI เพื่อช่วยตรวจสอบเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และลดระยะเวลาการพิจารณา รวมถึงพัฒนาดัชนีข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (Property Index) และระบบประเมินราคาที่ดินดิจิทัล เพื่อสนับสนุนทั้งประชาชนและผู้ประกอบการในการตัดสินใจด้านที่อยู่อาศัย ส่วนด้านการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนนั้น ธอส. ได้มีการเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ด้าน ESG ทั้งเงินฝาก หุ้นกู้ และสินเชื่อสีเขียว เช่น สินเชื่อบ้านประหยัดพลังงานและสินเชื่อติดตั้ง Solar Roof ควบคู่กับการตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังอีกไม่น้อยกว่า 123,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

 
พร้อมกันนี้ ดร.มหัทธนะ กล่าวย้ำถึงเป้าหมายของ ธอส. ในระยะต่อไป ว่าคือการยกระดับบทบาทจาก “ธนาคารปล่อยสินเชื่อ” ไปสู่ “เพื่อนผู้คิดและที่พึ่งในทุกเรื่องที่อยู่อาศัย” โดยเชื่อว่าการผสานเทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรมเข้ากับภารกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น และมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ก.ค. 2569 เวลา : 20:40:57
22-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 22, 2026, 11:25 pm