
(+) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ วันที่ 11 มิ.ย. 69 จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน หากอิหร่านดำเนินการโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเป็นคืนที่ 11 ติดต่อกัน โดยการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกองทัพคูเวตรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนโจมตีของอิหร่านได้ ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันดิบมากยิ่งขึ้น
(+) ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandeb) อย่างใกล้ชิด หลังเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำที่ขนส่งน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียไปยังจีนและอินเดียได้เปลี่ยนเส้นทางหลีกเลี่ยงเส้นทางทะเลแดง และมุ่งหน้าไปยังคลองสุเอซ (Suez Canal) ท่ามกลางความตึงเครียดในเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศปิดล้อมการเดินเรือบริเวณช่องแคบดังกล่าว ทั้งนี้ เรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล สหรัฐฯ หรือซาอุดิอาระเบีย มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตี ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ซึ่งอาจกระทบการส่งออกน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย
(+) ท่อส่งน้ำมันดิบ Caspian Pipeline Consortium (CPC) ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากคาซัคสถานไปยังท่าเรือในทะเลดำ หยุดการดำเนินงานเนื่องจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณท่าเรือดังกล่าว โดยรัสเซียอ้างว่าการโจมตีเรือดังกล่าวเป็นแผนของยูเครนที่จะทำให้สถานการณ์ในตลาดน้ำมันโลกไม่มั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ท่อส่งน้ำมันดิบ CPC นับเป็น 80% ของการส่งออกน้ำมันดิบจากคาซัคสถาน และถือเป็นการส่งออกน้ำมันเกือบ 2% ของโลก เพิ่มความกังวลต่ออุปทานน้ำมันดิบที่อาจตึงตัวมากขึ้น
(-) สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 17 ก.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 0.5 ล้านบาร์เรล
ข่าวเด่น