
คาด SET ปรับลง ราคาน้ำมัน-Bond Yield พุ่งขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่ใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ แม้หนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ ปิโตรฯ ประกันฯ แต่ Sentiment โดยรวมที่เป็นลบ รวมทั้งแรงขายลดความเสี่ยงเนื่องจากตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีวันหยุดคั่น ซึ่งจะกดดันตลาดมากกว่า วันนี้ติดตามตัวเลขส่งออก-นำเข้า มิ.ย. ของไทย การรายงานงบฯ 2Q69 ของ DELTA รวมทั้งการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 หลังมาตรา 122 สิ้นสุดลงในวันนี้ ทางเทคนิคหากดัชนีหลุดเส้น 10 วัน มีโอกาสลงต่อ
ประเด็นสำคัญ
• ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุ US$100/bbl สูงสุดตั้งแต่ พ.ค. จากกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นหลังกลุ่มฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ ในทะเลแดง กระตุ้นให้เกิดความกังวลเงินเฟ้อและกดดันให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้น 4.7% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 68 ระยะสั้นมองบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) และปิโตรเคมี (PTTGC IVL) รวมทั้งกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)
• สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 10%-12.5% กับ 60 ประเทศ (ไทย เวียดนาม จีน ถูกเก็บ 12.5%) โดยอ้างเหตุผลล้มเหลวในการป้องกันแรงงานบังคับ เริ่มมีผลตั้งแต่ 00.01 น. ของวันนี้เป็นต้นไป เพื่อทดแทนภาษีชั่วคราวเดิมที่ 10% ตามมาตรา 122 เดิมที่จะหมดอายุลง มองเป็นกลางต่อกลุ่มส่งออก (TU ITC DELTA HANA KCE) เนื่องจากอัตราภาษีใหม่ใกล้เคียงระดับเดิม
• ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% ตามตลาดคาด พร้อมจับตาการสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ทั้งนี้ตลาดปรับมุมมองคาด ECB และ BOE มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งปีนี้ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ระยะสั้นมองลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Anti-Oil
• กกพ. เห็นชอบคงค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค. 69 ที่ 3.95 บาท/หน่วย โดยจะใช้เงิน Claw Back 1.61 หมื่นลบ. เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า ระยะสั้นมองเป็นกลางต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ส่วน กบง. เห็นชอบลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นทุกชนิด 2.40 บาท/ลิตร ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.–15 ส.ค. 69 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนและลดภาระกองทุนน้ำมัน ระยะสั้นมองลบต่อกลุ่มโรงกลั่น (BCP TOP SPRC)
• BOI เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1H69 ที่ 1.47 ล้านลบ. เพิ่มขึ้น 37%YoY ส่วนมูลค่า FDI ที่ 1.37 ล้านลบ. เพิ่มขึ้น 80%YoY สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มองบวกต่อกลุ่มนิคม (AMATA WHA)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัว โดยแม้มีแรงหนุนจากคลายกังวลการใช้นโยบายการเงินตึงตัวของธนาคารกลางหลัก หลังเงินเฟ้อทั่วโลก มิ.ย. ชะลอตัวลงต่ำกว่าคาด รวมทั้งอานิสงส์จากนโยบายการคลังเชิงรุกของไทยและการเก็งกำไรในช่วงประกาศงบ 2Q69 ของ บจ. แต่ยังมีปัจจัย Overhang ที่ต้องติดตามทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันให้เกิดปัญหา Supply Shortage, ความผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีโลก รวมทั้งการเจรจาภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 หลังอัตราภาษี 10% ตาม Section 122 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. นี้ กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET มีโอกาสพักตัว แม้มีแรงหนุนจากเงินเฟ้อโลกชะลอตัว นโยบายการคลังไทย และเก็งกำไรงบ 2Q69 แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนกลุ่มเทคโนโลยีโลก และการเจรจาภาษีสหรัฐฯ (Section 301) หลังมาตรการเดิมจะสิ้นสุด 24 ก.ค. นี้ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 4 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้
1. Domestic Play เน้นหุ้นบิ๊กแคปที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL ADVANC TRUE MTC BEM
2. New Normal Play ซึ่งได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ GULF GPSC BGRIM WHA AMATA
3. High Dividend Play เพื่อเป็นหลุมหลบภัยในช่วงตลาดผันผวน และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 1) ดักปันผลระหว่างกาลโดยคาดให้ Div. Interim Yield >2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU และ 2) ดักปันผลระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืน โดยคาดให้ Div. Yield >5% ต่อปี ได้แก่ AP BBL FTREIT LHSC PTT
Trading Idea: 1) Geopolitical Play ซึ่งได้อานิสงส์จากสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาปะทุ อย่างพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) และโรงกลั่น (TOP SPRC BCP) โดยเน้นตั้งรับเมื่อย่อตัวและตั้งจุด Stop Loss เคร่งครัด 2) Earning Play ซึ่งคาดใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้จะประกาศกำไร 2Q69 เติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ อีกทั้งยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และแนะนำ Outperform ได้แก่ HMPRO 3) Laggard Play ที่ราคาหุ้น YTD ยัง Underperform SET โดยเน้นหุ้น Big-cap ที่คาดได้อานิสงส์จาก Sector Rotation และมีพื้นฐานแกร่ง ได้แก่ TU MINT HMPRO BDMS MTC CPALL และ 4) Export Play ซึ่งคาดได้โมเมนตัมบวก หากอัตราภาษีศุลกากรสหรัฐใหม่ไม่ได้สูงกว่าระดับสูงสุดในอดีตที่ 19% ได้แก่ TU ITC DELTA HANA KCE
Daily Top Picks
ADVANC: มองได้รับผลกระทบจำกัดจากสงครามตะวันออกกลาง ส่วนผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดกำไรปกติ 2Q69 จะเพิ่มขึ้น 24%YoY และ 1%QoQ จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และ FBB และการควบคุมค่าใช้จ่าย และคาดจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 8.7 บาท/หุ้น คิดเป็น 2.3% เป้าหมายระยะสั้นที่ 380 บาท
TU: คลาย Overhang หลัง USTR ประกาศอัตราภาษีศุลกากร Section 301 ซึ่งเป็นระดับที่สามารถแข่งขันได้ คาดกำไรสุทธิ 2Q69 จะทรงตัว YoY และ 12%QoQ และคาดเติบโตต่อเนื่องใน 2H69 จากต้นทุนที่กลับสู่ระดับปกติ, บาทอ่อนค่า และมี Upside จากการคืนเงินจากภาษีสหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า เป้าหมายระยะสั้นที่ 12.70 บาท
ข่าวเด่น