
SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth ภายใต้หัวข้อ "Thailand Half-Year Outlook 2026 เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังฟื้นต่ออย่างไร: ในวันที่การเติบโตยังไม่ทั่วถึง" ถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจโลกและไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 2.5% จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คาดFed คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตลอดปีนี้ ขณะที่ ECB อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนกันยายน ส่วน BoJ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 1% สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 2% ในปี 2569 จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด ขณะที่รายได้ครัวเรือนลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี กำลังซื้อยังอ่อนแอ การเข้าถึงสินเชื่อตึงตัว และตลาดแรงงานมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น มองว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2569 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามที่ใช้กำลังทหารและสงครามการค้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของตลาดเงินทั่วโลก สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางอื่นในภูมิภาคยังไม่กลับไปถึงครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงคราม สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างล่าช้า หลังความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่คาดว่าจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามในระยะอันใกล้นี้ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน และการขนส่งยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ
ด้านสงครามการค้า แม้ยังเป็นปัจจัยสร้างความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบต่อการค้าโลกที่ผ่านมาไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการค้าในเอเชียยังขยายตัวได้ดี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้าเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งสหรัฐฯยังคงมีความต้องการนำเข้าสูง แม้การนำเข้าสินค้ากลุ่มอื่นจะชะลอลง ขณะเดียวกัน การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯหดตัว แต่จีนยังสามารถรักษาการเติบโตของภาคส่งออกได้ด้วยการขยายตลาดและระบายสินค้าเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น
SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 2.5% และขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.6% ในปี 2570 เทียบกับการเติบโต 2.8% ในปี 2568 โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงศรษฐกิจโลกท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม และภาวะการเงินที่ตึงตัว
สำหรับตลาดการเงินโลก มีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยบวกและลบของสงครามและกระแส AI โดย SCB EIC คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50 -3.75% ตลอดปี หากเงินเฟ้อไม่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนธนาคารกลางยุโรป ( ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.50 % ในการประชุมเดือนกันยายน แม้เงินเฟ้อยุโรปเริ่มชะลอลง แต่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น ( BoJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปีนี้ และอาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ส่วนเศรษฐกิจไทย SCB EIC คาดว่าจะขยายตัว 2% ในปี 2569 โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่บางอุตสาหกรรม ทำของให้การฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง
SCB EIC มองว่า ในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.9% เนื่องจากแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐทยอยหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรรงขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตในวงกว้างและต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกล่างผลกระทบจากสงครามและกำแพงภาษี แต่การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แตกต่างจากสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจนอีกทั้งกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเศรษฐกิจในประเทศอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI มากเท่ากับตัวเลขส่งออกที่ปรากฏ เนื่องจากสินค้าส่งออกกลุ่มดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนต้นทุนสูง เช่น ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอย่ในระบบเศรษฐกิจไทย รวมถึงผลต่อการจ้างงาน และรายได้ในประเทศยังมีข้อจำกัด
ขณะที่ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยี และผู้ให้บริหารคลาวด์รายใหญ่ของโลก หรือ Hyperscalers โดยเม็ดเงินโดยตรงจากต่างประเทศ ( FDI ) ในไทยปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Data Center และพลังงาน ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นมีขนาดลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีตแม้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตโดยรวมของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการขยายตัวกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีบางกลุ่ม จึงอาจสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัดเช่นเดียวกับภาคส่งออก
นอกจากนี้ อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย คือ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยรายได้จากการทำงาน การลงทุนทรัพย์สินและดอกเบี้ยต่างปรับลดลง มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ช่วยพยุงกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของประชาชนดีขึ้นทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย และการก่อหนี้มากขึ้น รวมถึงสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ครัวเรือนจำนวนมากจึงลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และชะลอการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัว และกำลังซื้อนประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มเปราะบาง โดยจำนวนกิจการที่ปิดตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเปิดกิจการใหม่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนในระยะข้างหน้า
สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาขยายตัว แต่ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นหลังเกิดสงคราม ประกอบกับการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้น อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ยังต่ำกว่าระดับปี 2567 ส่วนภาคการเกษตร ยังเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศผันผวน การแข่งขันในตลาดโลก และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มหดตัว และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัด
SCB EIC มองว่า ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยคาดว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้มีค่อนข้างน้อย แต่กนง.อาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
แนวโน้มภาคธุรกิจที่เหลือของปีนี้ ภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ธุรกิจบางกลุ่มยังมีโอกาสขยายตัว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ธุรกิจพลังงานทางเลือกรวมถึงบริการสุขภาพ ความงาม และการท่องเที่ยว ส่วนธุรกิจที่มีแนวโน้มหดตัวและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศสูง และได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
หมายเหตุ : เอกสารจัดทำขึ้น ณ วันที่ 13 ส.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน
ข่าวเด่น