การค้า-อุตสาหกรรม
Special Report : จากงานฝีมือสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง โอกาสของอัญมณีไทยในตลาดโลก



    By วิภาดา จิณณวาโส
 
ท่ามกลางความท้าทายของภาคส่งออกไทย ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ความผันผวนของค่าเงิน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตรายใหม่ ยังมีอุตสาหกรรมหนึ่งที่กำลังส่งสัญญาณเติบโตอย่างน่าสนใจ นั่นคือ "อัญมณีและเครื่องประดับ" ซึ่งนอกจากจะเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศแล้ว ยังสะท้อนโอกาสของไทยในการขยับจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตจำนวนมาก ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้จากทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมูลค่า 16,916.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 8.60% ของมูลค่าการส่งออกโดยรวม แม้ตัวเลขดังกล่าวจะได้รับอิทธิพลจากการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป แต่เมื่อหักทองคำออกแล้ว การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงยังมีมูลค่า 8,253.19 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.58% สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้เกิดจากราคาหรือการค้าทองคำเพียงอย่างเดียว แต่สินค้าที่ผ่านกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มยังมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศอยู่มาก

ภาพดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อพิจารณาเฉพาะเดือนมิถุนายน แม้มูลค่าส่งออกรวมจะลดลง 34.29% เหลือ 1,252.94 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อหักทองคำออก การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงกลับเพิ่มขึ้น 15.73% มาอยู่ที่ 881.29 ล้านดอลลาร์ จึงเป็นอีกสัญญาณว่าความต้องการสินค้ากลุ่มเครื่องประดับยังมีแรงส่ง แม้ตัวเลขรวมจะผันผวนตามการซื้อขายทองคำก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจกว่ามูลค่าการส่งออก คือ “สินค้าประเภทใด” ที่กำลังเติบโต โดยข้อมูลของ GIT สะท้อนว่าตลาดระดับบนยังคงมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ขณะที่เครื่องประดับแท้ โดยเฉพาะสินค้าที่ทำจากโลหะมีค่าและประดับเพชรหรือพลอย มีอัตราการเติบโตสูงถึงราว 60% ส่วนเครื่องประดับทองเติบโตราว 20% สะท้อนทิศทางของตลาดที่กำลังให้คุณค่ากับสินค้าพรีเมียม คุณภาพของวัตถุดิบ ความหายาก และงานฝีมือมากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศไทย เพราะจุดแข็งของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยไม่ได้อยู่ที่การมีวัตถุดิบราคาถูกหรือการผลิตจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่คือองค์ความรู้และทักษะที่สะสมมายาวนาน ทั้งการเจียระไน การปรับปรุงคุณภาพพลอย การผลิตเครื่องประดับ และงานช่างที่ต้องอาศัยความละเอียดสูง ไทยยังได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางการค้าพลอยสีที่สำคัญ โดยเฉพาะจันทบุรีซึ่งมีระบบนิเวศตั้งแต่ผู้ค้าพลอย ช่างเจียระไน ไปจนถึงผู้ประกอบการเครื่องประดับ ขณะที่เชียงใหม่และพื้นที่อื่น ๆ ก็มีฐานงานเครื่องเงินและงานหัตถกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดได้

จุดแข็งเหล่านี้กำลังสอดคล้องกับโครงสร้างความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนไป เพราะตลาดเครื่องประดับไม่ได้เติบโตในลักษณะเดียวกันทุกระดับ ผู้บริโภคระดับกลางและล่างยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและกำลังซื้อ ทำให้สินค้าที่อ่อนไหวต่อราคาต้องแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ซื้อบางส่วนหันไปหาเครื่องประดับชุบทอง วัสดุทดแทน หรือทองที่มีความบริสุทธิ์ลดลงเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคระดับบนกลับได้รับผลกระทบน้อยกว่า และยังพร้อมจ่ายให้กับเครื่องประดับที่มีคุณภาพสูง เพชรธรรมชาติคุณภาพดี เพชรแฟนซี พลอยสีหายาก ตลอดจนสินค้าที่มีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบและงานฝีมือ ส่งผลให้ตลาดเกิดลักษณะ “แบ่งขั้ว” มากขึ้น ระหว่างสินค้าที่แข่งขันด้านความคุ้มค่ากับสินค้าพรีเมียมที่แข่งขันด้วยความแตกต่าง ขณะที่สินค้าระดับกลางซึ่งไม่มีจุดเด่นชัดเจนอาจถูกกดดันมากที่สุด

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและโจทย์สำคัญ เพราะการเติบโตของตลาดพรีเมียมเปิดพื้นที่ให้ไทยแข่งขันด้วยสิ่งที่ตัวเองมีความได้เปรียบอยู่แล้ว นั่นคือ Craftsmanship มากกว่าการลงไปแข่งขันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว และในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญค่าแรงที่สูงขึ้น จำนวนแรงงานที่มีแนวโน้มลดลงจากสังคมสูงวัย และการแข่งขันด้านการผลิตจากประเทศต้นทุนต่ำ การสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมที่แรงงานหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้นจึงยิ่งมีความสำคัญ

GIT ระบุว่าในปี 2568 อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีแรงงานรวมกว่า 839,000 คน ขณะที่มีผู้ประกอบการประมาณ 13,794 ราย และกว่า 97% เป็น SMEs ตัวเลขนี้ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสินค้าหรูหรือการส่งออก แต่เชื่อมโยงกับการจ้างงาน ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมากด้วย การส่งออกมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากอุตสาหกรรมนี้โดยอัตโนมัติ เพราะคำถามสำคัญอยู่ที่ว่า ในราคาสินค้าหนึ่งชิ้นที่ผู้บริโภคปลายทางจ่าย ไทยสามารถเก็บมูลค่าไว้ในประเทศได้มากเพียงใด

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยอยู่ในฐานะ OEM หรือรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศ โมเดลนี้มีข้อดีคือสร้างคำสั่งซื้อ การจ้างงาน และทำให้ไทยสะสมทักษะการผลิตมาต่อเนื่อง แต่ผู้ที่ได้รับส่วนต่างมูลค่าสูงที่สุดในห่วงโซ่มักไม่ได้อยู่ที่โรงงานเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเครื่องประดับหนึ่งชิ้นเดินทางจากวัตถุดิบไปถึงหน้าร้าน มูลค่าจะเพิ่มขึ้นอีกจากการออกแบบ การสร้างแบรนด์ การตลาด ช่องทางจำหน่าย ประสบการณ์ของลูกค้า และชื่อเสียงของแบรนด์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การขยับจาก OEM ไปสู่ ODM ซึ่งผู้ผลิตมีบทบาทในการออกแบบและพัฒนาสินค้ามากขึ้น และต่อยอดไปถึง OBM หรือการมีแบรนด์ของตัวเอง มีความสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรม เพราะยิ่งผู้ประกอบการไทยครอบครองกิจกรรมที่อยู่ปลายน้ำมากขึ้นเท่าไร โอกาสในการกำหนดราคาและเก็บมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ลองมองพลอยหนึ่งเม็ด หากขายในฐานะวัตถุดิบ มูลค่าจะถูกกำหนดจากชนิด น้ำหนัก สี ความสะอาด และคุณภาพเป็นหลัก แต่เมื่อผ่านการเจียระไนโดยช่างฝีมือ ถูกนำไปออกแบบเป็นเครื่องประดับ มีแบรนด์ มีเรื่องราวของแหล่งกำเนิด และเชื่อมโยงเข้ากับวัฒนธรรมหรือความหมายบางอย่าง สิ่งที่ผู้บริโภคซื้อจะไม่ได้มีเพียงตัวพลอยอีกต่อไป แต่รวมถึง Design, Craftsmanship, Identity และ Emotional Value ซึ่งสามารถสร้างส่วนต่างราคาได้สูงกว่าการขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

โอกาสของไทยจึงอาจอยู่ที่การนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น พลอยจันทบุรี เครื่องเงินเชียงใหม่ งานช่างไทย หรือองค์ความรู้เรื่องอัญมณี มาผสมกับการออกแบบร่วมสมัยและการสร้างแบรนด์ แทนที่จะพยายามแข่งขันในฐานะผู้ผลิตที่ราคาถูกที่สุด โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มา ความหายาก ความประณีต และเรื่องราวเบื้องหลังสินค้า

แม้แต่ความเชื่อและสัญลักษณ์ของไทยก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ หากนำมาใช้อย่างร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นสีประจำวันเกิด อัญมณีมงคล ลวดลายจากศิลปะไทย หรือแนวคิดเรื่องโชคลาภและการปกป้อง เมื่อถูกพัฒนาอย่างมีรสนิยม สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจาก “ของที่ระลึก” ไปเป็นเครื่องประดับที่มี Character และ Storytelling สำหรับตลาดต่างประเทศได้

ตรงนี้ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีแตกต่างจากการผลิตสินค้า Mass บางประเภท เพราะการเพิ่มมูลค่าไม่จำเป็นต้องมาจากการผลิตจำนวนมากขึ้นเสมอไป แต่อาจมาจากการทำให้สินค้าแต่ละชิ้นมีราคาสูงขึ้นผ่านทักษะ การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวอีกแบบคือ ไทยอาจไม่จำเป็นต้องขายเครื่องประดับจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่า หากสามารถทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นต่อสินค้าหนึ่งชิ้นสูงขึ้น และทำให้ส่วนแบ่งของมูลค่านั้นกลับมาอยู่กับผู้ประกอบการและแรงงานไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีความท้าทาย การขยับจากผู้ผลิตไปสู่เจ้าของแบรนด์ต้องใช้ความสามารถคนละชุด ตั้งแต่การเข้าใจผู้บริโภค การออกแบบให้ตรงตลาด การสร้างแบรนด์ การทำ Digital Marketing ไปจนถึงการบริหารช่องทางจำหน่ายต่างประเทศ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยังต้องรักษาและส่งต่อทักษะของช่างฝีมือในวันที่แรงงานรุ่นเก่าเข้าสู่วัยสูงอายุ รวมถึงสร้างแรงงานรุ่นใหม่ที่สามารถผสมทักษะงานช่างเข้ากับเทคโนโลยีและการออกแบบสมัยใหม่ได้ ดังนั้น ตัวเลขส่งออกที่เติบโตในวันนี้จึงควรถูกมองมากกว่าสัญญาณบวกในระยะสั้น เพราะมันกำลังเปิดให้เห็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ไทยมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งชื่อเสียง ทักษะ ระบบการผลิต ผู้ประกอบการ และองค์ความรู้ สิ่งที่เหลือคือการทำให้ฐานเหล่านี้สร้างมูลค่าได้สูงกว่าเดิม

ในช่วงที่ไทยกำลังพยายามค้นหาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ อัญมณีและเครื่องประดับอาจเป็นตัวอย่างว่า New Growth Engine ไม่จำเป็นต้องเกิดจากอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมดเสมอไป บางครั้งโอกาสอาจอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ประเทศมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจากการขาย “สิ่งที่ผลิตได้” ไปสู่การขาย “มูลค่าที่สร้างขึ้น”

หากไทยสามารถเปลี่ยนจากฐานรับจ้างผลิตไปสู่ฐานการออกแบบ สร้างแบรนด์ และพัฒนาสินค้าพรีเมียมได้มากขึ้น อัญมณีไทยก็อาจไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ แต่สามารถกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่เชื่อมงานฝีมือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และตลาดโลกเข้าด้วยกัน และสร้างรายได้จากสิ่งที่ไทยมีความได้เปรียบมาตลอด นั่นคือฝีมือและความเชี่ยวชาญที่ยากจะทดแทนด้วยการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

LastUpdate 23/08/2569 21:32:04 โดย : Admin
24-08-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 24, 2026, 3:51 am