.jpg)
1. เรื่อง การจัดเก็บเงินรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ
ปีงบประมาณ 2569 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีเป้าหมายในการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน/เงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ (กิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50%) จำนวน 182,600 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีประมาณการสะสม จำนวน 163,901 ล้านบาท สคร. สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินฯ สะสม รวมทั้งสิ้น จำนวน 197,356 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการสะสมอยู่ที่ 33,455 ล้านบาท หรือคิดเป็น 120% ซึ่งการจัดเก็บรายได้แผ่นดินหรือเงินปันผลสูงสุด 10 อันดับแรก ดังนี้
ทั้งนี้ คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีผลการนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด
2. เรื่อง ภาพรวมและสถานะการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
การลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีความสำคัญต่อการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน บริการด้านสาธารณูปโภค บริการสารณะ เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ในระยะสั้นเม็ดเงินจากการลงทุนสามารถมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อีกด้วย ซึ่งการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจของ สคร. ในช่วง 11 เดือน ของปี 2569 (ตุลาคม 2568 -สิงหาคม 2569) ของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ที่มีกรอบงบลงทุนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 236,839.91 ล้านบาท โดยมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 218,352 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.19% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 ที่เบิกจ่ายได้ 86.65% แล้ว ถือว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายสูงกว่าเดิม และคาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สคร. จะสามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40% ของเป้าหมาย สูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด
3. เรื่อง การส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP
ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบโครงการ PPP จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ดังนี้
- โครงการการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) จำนวน 3 โครงการ โดยเป็นโครงการของกรมทางหลวง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท และโครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท และโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area ในเขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก
(บางพลี - สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการ จะช่วยอำนวยความสะดวกและดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการบนเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้น รวมถึงลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน
- โครงการการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบ ด้านสาธารณสุข วงเงินลงทุนรวม 2,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
- โครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท โดยโครงการเป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off : Ro/Ro) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ
.jpg)
นอกจากนี้ สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP (Green Clauses) รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาโครงการ โดยในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนผู้ร่วมลงทุน รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาโครงการ Green PPP ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล
4. เรื่อง การดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์
ในปี 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีการปรับตัวขึ้นอย่างมาก ในขณะที่กองทุนฯ ที่เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ และการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสอดรับกับทิศทางของตลาดทุนไทย โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) จำนวน 595,548.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 490,390.32 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 28.10% โดยแบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ก. จำนวน 155,609.10 ล้านบาท และหน่วยลงทุนประเภท ข. จำนวน 439,939.25 ล้านบาท ทั้งนี้ สคร. จะกำกับติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงให้แก่ประชาชนในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป
5. เรื่อง การยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ
สคร. มีทิศทางในการขับเคลื่อนและยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 ได้มีการปรับระยะเวลาของกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจประจำปีให้รวดเร็วขึ้น ทำให้การสะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปพัฒนารัฐวิสาหกิจของ คนร. มีความทันกาลมากขึ้น และยังได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2569 ให้มีการแบ่งกลุ่มการพิจารณาตามขนาดของรัฐวิสาหกิจในบางประเภทรางวัล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีโอกาสได้รับรางวัลมากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคต สคร. จะมีการยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานและผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งการนำแนวทางตามหลักมาตรฐานสากลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้กับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ และนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีความแม่นยำ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
6. การเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และการเจรจาการค้าเสรี (FTA)
1) การเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
สำหรับความร่วมมือกับ OECD สคร. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการในรัฐวิสาหกิจ โดยที่ผ่านมา สคร. ได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการดำเนินโครงการ Country Programme ร่วมกับ OECD ซึ่ง สคร. ได้ดำเนินการแล้วในบางส่วน นอกจากนี้ สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยในภาพรวม สคร. ได้ดำเนินการจัดทำ Initial Memorandum ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำ Initial Memorandum (IM) ของประเทศไทยในภาพรวม และในปัจจุบัน สคร. อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับ OECD ในขั้นตอน Technical Review ซึ่งภายหลังจากขั้นตอนดังกล่าวเสร็จสิ้น สคร. จะได้รับข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
2) การเจรจาการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA)
สคร. ในฐานะหัวหน้ากลุ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย - สหภาพยุโรป ในบทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นการเจรจา FTA ฉบับแรกที่มีการเจรจาในประเด็นรัฐวิสาหกิจ โดยทั้งสองฝ่ายได้ผลักดันการเจรจาให้บรรลุข้อตกลงในทุกประเด็นคงค้างที่สำคัญ รวมถึงการเจรจาข้อสงวนและข้อยกเว้นภายใต้บทรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้นแล้ว คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจ โดยไม่กระทบต่อภารกิจการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีการเจรจา FTA ระหว่างไทย-แคนาดา และไทย-สหราชอาณาจักร ในประเด็นด้านรัฐวิสาหกิจ
7. เรื่อง สคร. กับรางวัลเลิศรัฐ
สคร. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (Public Sector Management Quality Award : PMQA 4.0) ระดับก้าวหน้า (Advance) ประจำปี 2568 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จในการพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ รางวัลดังกล่าวเป็นผล
มาจากการพัฒนาองค์กรของ สคร. ตามเกณฑ์ PMQA 4.0 ทั้ง 7 หมวด อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจไทยตามมาตรฐานสากล และสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยมีผลงานเด่นครอบคลุมการพัฒนา 3 มิติหลัก ดังนี้
1) มิติระบบราชการเปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน (Open & Connected Government)
• พัฒนาระบบ E-Services ตอบโจทย์ผู้รับบริการ เช่น ระบบ GFMIS-SOE นำส่งข้อมูลทางการเงิน, ระบบ SE-AM เพื่ออำนวยความสะดวกการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ และระบบ Director's Pool รับสมัครกรรมการรัฐวิสาหกิจออนไลน์ เป็นต้น
• ร่วมมือกับเครือข่าย องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและผลักดันนโยบายร่วมกัน
• เปิดเผยข้อมูลการดำเนินการขององค์กร (Open Data/Data Catalog) สู่สาธารณะเพื่อให้เกิด
การเชื่อมโยงในฐานข้อมูลกลาง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานรัฐบาลดิจิทัล
2) มิติยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric)
• ใช้กระบวนการ Design Thinking เพื่อพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
• พัฒนาระบบประเมินผล SE-AM โดยนำแนวคิด Eco-efficiency และ ESG มาปรับใช้ พร้อมส่งเสริมโครงการคู่ความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ
• สร้างความโปร่งใสในโครงการร่วมลงทุน (PPP) ด้วยการนำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) มาใช้ร่วมกับภาคประชาสังคม โดยปัจจุบันโครงการที่นำ IP มาใช้แล้ว มีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท
3) มิติองค์กรมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart & High-Performance)
• ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (Data-Driven) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
• นำแนวคิด Agile มาใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และส่งเสริมนวัตกรรมในองค์กร
• สร้างวัฒนธรรมการทำงานให้บุคลากรมี Growth Mindset พัฒนาบุคลากรให้เป็นคนเก่ง คนดี
มีความสุข ภายใต้ค่านิยม SEPO VIBES
ทั้งนี้ สคร. จะยังคงเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการทำงานตามมาตรฐานสากล รวมทั้งผลักดันบริการและนวัตกรรม โดยยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ให้องค์กรเกิดความยั่งยืนต่อเนื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ
ข่าวเด่น