
• อัตราการว่างงานของเยาวชนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 12.4% ในปี 2025 หรือราว 67 ล้านคนในกลุ่มอายุ 15 - 24 ปี ขณะที่เยาวชนกว่า 257 ล้านคนทั่วโลกไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (NEET)
• การหางานของคนรุ่นใหม่ยากขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การสร้างงานใหม่ และทักษะที่นายจ้างต้องการซึ่งกำลังเปลี่ยนไป โดย AI เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นบางประเภท
• ไตรมาส 2 ปี 2026 ไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95% ในจำนวนนี้ราว 192,000 คนเป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน
• ไทยยังเผชิญปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch) ข้อมูลที่รัฐบาลเปิดเผยในเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” มีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,000 อัตรา ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คนอยู่ระหว่างหางาน
• ใบปริญญายังมีคุณค่า แต่ในตลาดแรงงานวันนี้ ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประสบการณ์ ทักษะเชิงปฏิบัติ ความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI และทักษะของมนุษย์กำลังมีน้ำหนักมากขึ้น
ก้าวแรกสู่โลกการทำงานกำลังยากขึ้น
“รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา”
เป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยมานาน และมีเหตุผลรองรับอยู่ไม่น้อย เพราะการศึกษาคือหนึ่งในเส้นทางสำคัญที่ช่วยให้คนมีความรู้ มีอาชีพ และสร้างโอกาสให้ชีวิต
ที่ผ่านมา การเรียนมหาวิทยาลัยมักถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่การมีอาชีพที่มั่นคง เรียนจบ เริ่มงานแรก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วค่อย ๆ เติบโตในสายอาชีพ แต่สำหรับคนที่กำลังเรียนจบในวันนี้ ก้าวแรกของเส้นทางนี้อาจไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม
ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 12.4% ในปี 2025 หรือคิดเป็นคนหนุ่มสาวอายุ 15–24 ปีราว 67 ล้านคนที่ยังไม่มีงานทำ ขณะเดียวกัน เยาวชนมากกว่า 257 ล้านคนทั่วโลกไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม หรือกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training)
สาเหตุไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การสร้างงานใหม่ที่ไม่ทันกับจำนวนคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตลอดจนทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการซึ่งกำลังเปลี่ยนไป ล้วนทำให้การแข่งขันเพื่อเข้าสู่งานแรกสูงขึ้น และ AI กำลังเข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลงนี้
AI กำลังเปลี่ยน “งานแรก” ของคนรุ่นใหม่
ในอดีต งานธุรการ งานสำนักงาน การจัดทำเอกสาร การประมวลผลข้อมูล การวิเคราะห์เบื้องต้น หรือแม้แต่การเขียนโค้ดบางส่วน มักเป็นพื้นที่ให้พนักงานระดับ Junior ได้เริ่มต้นเรียนรู้จากงานจริง
วันนี้ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานเหล่านี้ได้มากขึ้น
ILO ประเมินว่า ประมาณ 6.1% ของงานที่คนอายุ 15–29 ปีทำอยู่ อยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงจาก AI แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่างานเหล่านั้นจะหายไป 6.1%
สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “ลักษณะของงาน” และ “ทักษะที่จำเป็น” สำหรับการทำงานนั้น นี่เป็นความท้าทายสำหรับเด็กรุ่นใหม่ เพราะงานพื้นฐานที่เคยทำหน้าที่เป็น “สนามฝึก” ให้คนเพิ่งเริ่มทำงาน อาจมีบางส่วนที่เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำได้มากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็สร้างความต้องการแรงงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทักษะสูง AI จึงอาจทั้งทดแทนงานบางส่วน เปลี่ยนวิธีทำงานของอาชีพเดิม และสร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นพร้อมกัน
ไทยเองก็กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน
ในไตรมาส 2 ปี 2026 ไทยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% คิดเป็นผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน โดยในจำนวนนี้ราว 192,000 คนเป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน
เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีอัตราการว่างงานสูงที่สุด อยู่ที่ 1.6% เทียบกับ 1.0% ในกลุ่มผู้จบมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 0.9% ในกลุ่มผู้จบมัธยมศึกษาตอนต้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาของตลาดแรงงานไทยไม่ได้เกิดจากการมีตำแหน่งงานน้อยเกินไปเพียงอย่างเดียว
ในเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” มีตำแหน่งงานว่างสะสมมากกว่า 300,000 อัตรา ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คนอยู่ระหว่างหางาน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพที่ดูย้อนแย้งว่า ในขณะที่มีตำแหน่งงานว่างจำนวนมาก ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่หางานไม่ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า การมี “คนหางาน” และ “งานหาคน” อยู่พร้อมกัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะจับคู่กันได้ง่าย
เหตุผลสำคัญคือ ทักษะและประสบการณ์ของผู้สมัครอาจไม่ตรงกับสิ่งที่นายจ้างต้องการ ขณะที่สถานที่ทำงาน ค่าจ้าง สภาพการทำงาน และความคาดหวังของทั้งสองฝ่าย ก็มีส่วนทำให้การจับคู่ยากขึ้น
เมื่อนายจ้างไม่ได้มองเพียงว่า “จบอะไรมา”
ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดขึ้น
จำนวนประกาศรับสมัครงานโดยรวมลดลง 9.6% จาก 642,216 ตำแหน่ง ในช่วงไตรมาส 2–4 ปี 2024 เหลือ 580,505 ตำแหน่งในช่วงเดียวกันของปี 2025
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ความต้องการทักษะภายในแต่ละอาชีพกำลังเปลี่ยนไป ประกาศรับสมัคร Graphic Designer ลดลง 13.0% ขณะที่ Software Engineer ลดลง 5.3% ขณะที่ ตำแหน่ง Software Engineer ที่ระบุความต้องการทักษะด้าน AI กลับเพิ่มขึ้นถึง 94.6% สิ่งนี้กำลังบอกว่า นายจ้างกำลังให้ความสำคัญกับคนที่สามารถนำ AI มาใช้ต่อยอดทักษะเดิมมากขึ้น
ดังนั้น การแข่งขันในตลาดแรงงานไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง “มนุษย์กับ AI” แต่เป็นคนที่สามารถใช้ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน กับคนที่ยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ปริญญากำลังกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” มากกว่า “เส้นชัย”
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าใบปริญญาหมดความสำคัญ แต่ตลาดแรงงานวันนี้กำลังเปลี่ยนจากเดิมที่เคยถามว่า “คุณเรียนจบอะไรมา” เป็น “คุณนำสิ่งที่เรียนมาไปทำอะไรได้บ้าง
ประสบการณ์จากการฝึกงาน การทำโครงการจริง ทักษะด้านเทคโนโลยี ความสามารถในการใช้ AI รวมถึงทักษะที่มนุษย์ยังมีจุดแข็ง เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผล และการตัดสินใจ จึงมีบทบาทมากขึ้น
“รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา” ยังจริงอยู่ เพียงแต่ความหมายของคำว่า “รู้” กำลังเปลี่ยนไป
นี่อาจเป็นคำถามใหญ่ที่สุดของ The Odyssey แนวคิดว่า “เรียนให้จบก่อน แล้วค่อยไปเรียนรู้การทำงานจริงเมื่อเข้าบริษัท” อาจใช้ได้ยากขึ้น เพราะกว่าจะเรียนจบ เทคโนโลยีบางอย่างอาจเปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่ทักษะที่นายจ้างต้องการก็อาจต่างจากวันที่เราเดินเข้ามหาวิทยาลัยเป็นวันแรก
ใบปริญญาจึงยังมีคุณค่า กำลังเปลี่ยนบทบาทจากที่เคยถูกมองว่าเป็น “หลักประกัน” ของการมีงานทำ มาเป็น “รากฐาน” ที่แต่ละคนต้องนำไปต่อยอดด้วยทักษะและประสบการณ์ของตัวเอง
และสำหรับไทย ต่อให้เศรษฐกิจสร้างงานได้มากขึ้น หากมหาวิทยาลัยผลิตทักษะแบบหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจต้องการอีกแบบหนึ่ง เราก็อาจยังเห็นภาพเดิมต่อไป คือ ตำแหน่งงานยังว่างอยู่ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งยังหาประตูเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่เจอ
“รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา” จึงยังเป็นคำที่ใช้ได้เสมอ
เพียงแต่ในโลกการทำงานวันนี้ การรู้วิชาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนความสามารถในการนำวิชาที่รู้ไปใช้จริง คือสิ่งที่จะพาเราไปต่อได้
ข่าวเด่น