
• เวียดนามเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตก้าวกระโดด แต่โอกาสไม่ได้เท่ากันทุกกลุ่ม เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม รวมถึงบริการสำหรับคนรุ่นใหม่และสังคมเมือง อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยต่อคนยังต่ำกว่าไทยราว 40% ผู้บริโภคจึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ขณะที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการบริโภคแตกต่างกันระหว่างฮานอย โฮจิมินห์ และเมืองอื่น ๆ สินค้าไทยมีแต้มต่อด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ แต่ต้องปรับราคา ขนาดบรรจุภัณฑ์ และช่องทางจำหน่ายให้ตรงกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
• เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกของบริษัทข้ามชาติ เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ ส่วนประกอบวัตถุดิบพลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม คลังสินค้า และโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม การลงทุนไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าจ้าง แต่ต้องดูต้นทุนรวม ทั้งผลิตภาพและทักษะแรงงาน ซัพพลายเออร์ พลังงาน ที่ดิน โลจิสติกส์ และกฎระเบียบ คำตอบสำหรับธุรกิจไทยจึงอาจไม่ใช่การย้ายฐานทั้งหมดไปเวียดนาม แต่เป็นการแบ่งกิจกรรมการผลิตระหว่างไทยกับเวียดนามตามจุดแข็งของแต่ละประเทศ
• บริษัทไทยสามารถผลิตในเวียดนาม เพื่อไปไกลกว่าเวียดนาม เวียดนามมี FTA รวม 17 ฉบับ เชื่อมโยงกับกว่า 50 ประเทศและตลาดทั่วโลก จุดเด่นคือการเข้าร่วม CPTPP และการมี FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร นอกเหนือจาก RCEP และความตกลงภายใต้กรอบอาเซียน เครือข่ายนี้ทำให้เวียดนามไม่ใช่เพียงตลาดปลายทาง แต่ยังเป็นฐานส่งออกไปยังตลาดที่ไทยยังไม่มี FTA โดยตรง อย่างไรก็ดี การได้สิทธิภาษีขึ้นอยู่กับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของประเทศปลายทาง ธุรกิจจึงต้องออกแบบแหล่งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องตั้งแต่ต้น
• ท้ายที่สุด เวียดนามอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกธุรกิจ แต่เป็นตัวเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับบางบริษัท เวียดนามคือตลาดผู้บริโภคใหม่ สำหรับบางบริษัทคือฐานการผลิต และสำหรับบางบริษัทคือจุดเชื่อมระหว่างความเชี่ยวชาญในไทยกับตลาดโลก
ข่าวเด่น