
(+) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1% หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น โดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีพื้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาค ซึ่งการโจมตีครั้งล่าสุดถือเป็นการยกระดับความรุนแรงในการโจมตีระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 69 และอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันดิบโลก
(+) สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 28 ส.ค. 69 ปรับลดลง 4.5 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 424.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งปรับลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลงเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล
(+/-) Kpler เปิดเผยข้อมูลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่ามีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เพียง 4 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวานนี้ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ประมาณ 13 ลำ สะท้อนว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีอยู่ แม้ปริมาณการสัญจรจะลดลงจากระดับปกติ อย่างไรก็ตาม คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีน้ำมันดิบราว 17 ล้านบาร์เรลถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นปริมาณสูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นในเดือน ก.พ. 69
(+/-) ขณะเดียวกัน รัสเซียเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคโอเดสซาทางตอนใต้ของยูเครนเมื่อคืนที่ผ่านมาเพิ่มความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาค
ข่าวเด่น