
คาด SET แกว่งตัวผันผวน โดยตลาดเพิ่มโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมกลางเดือนนี้ ขณะที่ Bond Yield ขยับขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังให้น้ำหนักไปที่การรายงานดัชนี PPI และ CPI เดือน ส.ค. ของสหรัฐฯ ช่วงปลายสัปดาห์นี้ซึ่งอาจทำให้มุมมองตลาดเปลี่ยนได้อีกครั้ง ขณะที่ประเด็นติดตามวันนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อ ส.ค. ของไทย และประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 วาระ 2-3 วันแรก ทางเทคนิคดัชนี รีบาวด์ฟื้นตัว หากขึ้นผ่าน 1600 จุด จะเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social แสดงความยินดีต่อรายงานตัวเลขการจ้างงาน ส.ค. ที่แข็งแกร่งเกินคาด พร้อมส่งสัญญาณขู่ยุติการค้ากับประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ หากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ประเด็นดังกล่าวเพิ่มความไม่แน่นอนต่อนโยบายการค้าโลกและกดดันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีฐานลูกค้าใหญ่ในสหรัฐฯ (ITC AAI TU)
• ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นแตะ $97/bbl จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุรุนแรงขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความกังวลต่อภาวะตึงตัวด้านอุปทานพลังงานโลก มองบวกต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP TOP BCP) แต่ลบต่อกลุ่ม Anti-Oil (AAV BA GPSC BGRIM)
• กระทรวงการคลังจีนเตรียมอัดฉีดสภาพคล่อง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าสู่ธนาคารรัฐและบริษัทประกัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเสถียรภาพระบบการเงิน ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีน มองบวกต่อกลุ่มปิโตรเคมีที่เชื่อมโยงกับอุปสงค์จีน (PTTGC IVL SCC)
• ล่าสุดดัชนีค่าระวางเรือปรับขึ้นแรง โดยดัชนีค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ (SCFI) ปรับขึ้นแตะระดับ 3,590 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี และดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ปรับขึ้นแตะระดับ 3,628 จุด สูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี รับความต้องการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ แร่เหล็ก และสินค้าเกษตรทั่วโลกที่เร่งตัว ผสานกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแออัดบริเวณท่าเรือและต้องใช้ระยะเวลาเดินเรือนานขึ้น มองบวกต่อกลุ่มขนส่งเดินเรือ (RCL PSL TTA)
• ราคาน้ำตาลตลาดโลก ส.ค. ปรับขึ้นแรง 21.5% สูงสุดในรอบกว่า 15 ปีนับแต่ ต.ค. 2010 หลังคลื่นความร้อนกระทบผลผลิตยุโรป ขณะที่บราซิลปรับลดสัดส่วนการหีบอ้อยเพื่อหันไปผลิตเอทานอลรับราคาน้ำมันแพง ผสานอินเดียเปิดนำเข้า หนุนราคาขายเฉลี่ยปรับขึ้น มองบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาล (KSL BRR KTIS KBS)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวน หลังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและ Bond Yield ที่ปรับขึ้น กระตุ้นให้ตลาดกังวลเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึงการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสำคัญติดตามซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศลงทุน อาทิ เงินเฟ้อสหรัฐฯ (11 ก.ย.) ซึ่งจะเป็นสัญญาณชี้นำทิศทางดอกเบี้ยก่อนประชุม FOMC (15-16 ก.ย.), การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี FY2027 วาระ 2-3 (7-9 ก.ย.) ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และการเปิดฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 (8 ก.ย.) ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานสะอาด กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวผันผวน กดดันจากความกังวลเฟดอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย และการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย ขณะที่มีปัจจัยติดตามสำคัญ คือ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ, การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ FY2027 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Policy and Domestic Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHAUP AMATA WHA) ที่จะได้อานิสงส์จากความคืบหน้าของร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC SCCC) ที่จะได้อานิสงส์จากการเร่งเบิกจ่ายก่อนปิดปีงบประมาณและความคาดหวังผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี FY2027, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL CRC CPN ERW CENTEL AOT) ที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส
2. Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาตึงเครียด ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP BCP TOP) และเดินเรือ (PSL TTA) อีกทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อที่หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง ยังส่งผลบวกต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB BBL KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)
3. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไร 2H26 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH MTC TIDLOR
4. High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นดักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดให้ Div. Interim Yield >2% ได้แก่ HMPRO, KKP, HTC, TOP, PTT
Daily Top Picks
HANA: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากโมเมนตัมการฟื้นตัวของราคาหุ้นเทคฯ โลก การผลิต High-density PCBA และ Solid-state Cooling คาดจะเพิ่มการผลิตเต็มที่ได้ในช่วงปลาย 3Q26 และ 4Q26 ตามลำดับ ทำให้คาดว่าจะเห็นกำไรปกติเติบโตอย่างมีนัยสำคัญใน 2H26 และต่อเนื่องถึงปี 2027F เป้าหมายระยะสั้นที่ 47.50 บาท
PTTGC: ปัจจัยสนับสนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อยังกดดันห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งในธุรกิจโอเลฟินส์, อะโรเมติกส์ และโรงกลั่น ใน 2026F คาดจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิที่ 2.52 หมื่นลบ. จากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1.46 หมื่นลบ. เป้าหมายระยะสั้นที่ 46.50 บาท
ข่าวเด่น