รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (4 ก.ย. – 10 ก.ย. 69)
ราคาน้ำมันดิบยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของอุปทาน โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดหลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลเตือนพร้อมตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ควบคู่กับวิกฤตการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงจากการที่อิหร่านขึ้นบัญชีดำเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการส่งเรือเข้าพื้นที่และภาระเบี้ยประกันภัยพุ่งสูง นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานในตลาดน้ำมันดิบ ยังตึงตัวหนักตามรายงานของ UBS ที่ระบุว่าคลังสำรองทั่วโลกถูกดึงไปใช้จนปริมาณน้ำมันสำรองสำหรับรองรับความผันผวนของอุปทานในตลาดโลกลดลง ขณะที่ EU เข้าร่วมแคมเปญ Operation Economic Outcast กับสหรัฐฯ และ G7 เพื่อยกระดับการตัดช่องทางการเงินและการค้าพลังงานของอิหร่าน ทั้งนี้ ความกังวลด้านอุปทานในยุโรปผ่อนคลายลงชั่วคราวเนื่องจากประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจาสันติภาพในยูเครนและยอมรับว่ามีการสื่อสารผ่านช่องทางข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่เข้าใส่เป้าหมายทางทหารของอิหร่านใกล้ชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียเพื่อทำลายระบบเรดาร์และศักยภาพในการวางทุ่นระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นตามรายงานของสำนักข่าว IRNA ของอิหร่าน ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลออกเตือนพร้อมตอบโต้เป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านหากอิหร่านยังไม่หยุดการตอบโต้ ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านอุปทานตึงตัวในพื้นที่
• การขนส่งทางทะเลบริเวณจุดยุทธศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เนื่องจากทางการอิหร่านประกาศเพิ่มรายชื่อเรือบรรทุกน้ำมันดิบเข้าสู่บัญชีดำ (Blacklist) พร้อมระบุมาตรการปรับ ยึด หรือกักเรือที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเข้มงวด ส่งผลให้เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) และผู้ประกอบการเดินเรือส่วนใหญ่ยังคงชะลอการส่งเรือเข้าพื้นที่ เพราะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและภาระเบี้ยประกันภัยในระดับสูง
• นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจาก UBS ระบุว่า สภาพการซื้อขายในตลาดน้ำมันดิบ ยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวสูง เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในคลังสำรองทั่วโลก (Global Inventories) ถูกดึงออกมาใช้เพื่อชดเชยอุปทานอย่างต่อเนื่องจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ชะงักงันจากความไม่สงบ ส่งผลให้ตลาดขาดน้ำมันสำรอง (buffer) หรือปริมาณน้ำมันสำรองส่วนเกินที่จะช่วยบรรเทาความผันผวนหากอุปทานหยุดชะงัก
• สหภาพยุโรป (EU) ออกแถลงการณ์แสดงความพร้อมยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเพิ่มเติม ผ่านการเข้าร่วมแคมเปญ "Operation Economic Outcast" ควบคู่กับสหรัฐฯ และกลุ่ม G7 ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันการเข้าร่วมอย่างเป็นทางการของ EU โดยความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มความเข้มงวดเพื่อตัดช่องทางการเงิน ควบคุมเครือข่ายขนส่งน้ำมัน และรักษาเสรีภาพการเดินเรือผ่านจุดยุทธศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซ
• ความกังวลด้านอุปทานในยุโรปผ่อนคลายลงชั่วคราว เนื่องจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย แสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน ระหว่างการประชุม Eastern Economic Forum (EEF) ณ เมืองวลาดิวอสต็อก พร้อมยอมรับเป็นครั้งแรกว่ามีการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางข่าวกรองระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยลดความวิตกกังวลของตลาดเกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระหว่างกัน
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ส.ค. – 3 ก.ย. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 4.30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 88.34 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 93.12 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลโดยราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนหลักจากความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีฐานยิงขีปนาวุธบนเกาะลารักเพื่อป้องกันการวางทุ่นระเบิด ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ยูเออี และคูเวต ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซทรุดลงเหลือเพียง 4-5 ลำต่อวัน โดยผู้ประกอบการเดินเรือคาดว่าจะไม่กลับสู่ภาวะปกติภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากสต็อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ (EIA) ที่ดิ่งลงเกินคาด โดยปรับลดลงถึง 4.5 ล้านบาร์เรล รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในสงครามรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ดี ราคายังถูกจำกัดจากอุปทานในอ่าวเปอร์เซียที่เริ่มฟื้นตัวผ่านการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล (Ship-to-Ship Transfer) และแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะนำน้ำมันดิบเวเนซุเอลาเข้ามาเติมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)
ภายใต้ความท้าทายของตลาดพลังงานโลก ไทยออยล์ยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาน้ามันดิบและรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ามันเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคานึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการดาเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวเด่น