เมื่อการวิเคราะห์เจาะลึก 10 จังหวัดแรกที่มีการประกาศขายสะสมที่อยู่อาศัยมือสองสูงสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่าจังหวัดที่มีการประกาศขายสะสมมากที่สุด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 55,412 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 28.3 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 521,431 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 55.4 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนในด้านมูลค่าสูงที่สุดในตลาด และยังมีราคาประกาศขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุด อยู่ที่ 9.4 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 8.0 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 4,464 หน่วย เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 59.7 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 13,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 91.1 (YoY) รองลงมาคือ จังหวัดระยอง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 6,206 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.0 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 12,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.1 (YoY)จังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 3,410 หน่วย ลดลงร้อยละ -16.6 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 9,284 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -24.9 (YoY) รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,091 หน่วย ลดลงร้อยละ -11.3 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 24,187 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -25.1 (YoY)

1.2 อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตามประเภทที่อยู่อาศัย
การวิเคราะห์อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 โดยจำแนกตามประเภทที่อยู่อาศัย มีรายละเอียดดังนี้
บ้านเดี่ยว มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 83,269 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 42.5 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 487,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 51.8 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
อาคารชุด มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 49,199 หน่วย เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 25.2 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 285,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 67.8 (YoY)
ทาวน์เฮ้าส์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 54,757 หน่วย ลดลงร้อยละ -0.8 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 128,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 (YoY)
อาคารพาณิชย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,760 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 31,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 (YoY)
บ้านแฝด มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 2,956 หน่วย ลดลงร้อยละ -2.5 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 8,883 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -3.9 (YoY)
โดยสรุป บ้านเดี่ยวยังคงเป็นตลาดหลักซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ส่วนอาคารชุดมีการเติบโตโดดเด่นที่สุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีมูลค่าเติบโตมากกว่าจำนวนหน่วยอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่บ้านแฝดเป็นประเภทเดียวที่มีการเติบโตทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลง
1.3 อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตามระดับราคา
การวิเคราะห์อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 โดยจำแนกตามระดับราคา มีรายละเอียดดังนี้
กลุ่มระดับราคาไม่เกิน 1.00 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 46,151 หน่วย ลดลงร้อยละ -9.9 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดในตลาด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 27,875 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -7.0 (YoY) สะท้อนถึงอุปทานในตลาดราคาระดับล่างที่เริ่มลดลง หรืออาจขายออกได้เร็วขึ้น
กลุ่มระดับราคา 1.01 – 7.50 ล้านบาท มีการเติบโตของจำนวนหน่วยและมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกช่วงราคา โดยกลุ่มระดับราคาที่เติบโตอย่างโดดเด่นที่สุดคือกลุ่มระดับราคา 5.01 – 7.50 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 13,506 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 83,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 (YoY)
กลุ่มระดับราคา 7.51 – 10.00 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 19.4 (YoY) และ 32.4 (YoY) ตามลำดับ และมีมูลค่าประกาศขายสะสม เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 (YoY) และ 39.6 (YoY) ตามลำดับ
โดยสรุป ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าตลาดรวมเติบโตร้อยละ 24.9 (YoY) สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนหน่วยที่เติบโตเพียงร้อยละ 6.1 (YoY) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดไปสู่สินค้าระดับราคาสูง โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคามากกว่า 10.00 ล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่าสูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มระดับราคาไม่เกิน 1.00 ล้านบาทกลับเติบโตลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าแสดงว่าตลาดที่อยู่อาศัยมือสองไม่ได้เติบโตแบบกระจายตัวเท่า ๆ กัน แต่เป็นการเติบโตที่กระจุกตัวในกลุ่มราคากลางถึงสูง โดยเฉพาะกลุ่มมากกว่า 10.00 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดโตเร็วกว่าจำนวนหน่วยอย่างมาก
1.4 อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตาม
ผู้ประกาศขาย
การวิเคราะห์อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 โดยจำแนกตามผู้ประกาศขาย มีรายละเอียดดังนี้
บุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 70,542 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 666,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.1 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 70.8 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของตลาด โดยมูลค่ามีการเติบโตมากกว่าจำนวนหน่วยอย่างชัดเจน สะท้อนว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมากและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตด้านมูลค่าโดยรวมของตลาด
กรมบังคับคดี มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 61,646 หน่วย ลดลงร้อยละ -6.1 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 113,129 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -4.1 (YoY)
บริษัทบริหารสินทรัพย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 22,846 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 63,416 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 (YoY)
ธนาคารพาณิชย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 13,432 หน่วย เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 122.9 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 50,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 86.5 (YoY) เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในโครงสร้างตลาด เพราะแม้สัดส่วนในตลาดจะไม่ได้มากเท่าผู้ประกาศขายอื่น แต่มีการเติบโตสูงมากที่สุดอย่างเห็นได้ชัด
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 27,475 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.3 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 48,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 (YoY)
โดยสรุป บุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นตลาดหลักซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดในด้านมูลค่า ส่วนธนาคารพาณิชย์ เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นมากที่สุด ในขณะที่กรมบังคับคดีเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีการเติบโตลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
2. การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง ทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569
2.1 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง ทั่วประเทศ ในไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตามภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคที่ครองสัดส่วนทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุดในประเทศ คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีจำนวนหน่วยโอนฯ สูงถึง 26,388 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 42.3 ของจำนวนหน่วยการโอนฯ ทั่วประเทศ และมีมูลค่าการโอนฯ 59,003 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.4 ของมูลค่าการโอนฯ ทั่วประเทศ และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า มีจำนวนหน่วยการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.0 (YoY) และมีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 (YoY)
ภาคตะวันออก ครองสัดส่วนอันดับสองทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่าการโอนฯ โดยมีจำนวนหน่วยการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.2 (YoY) และมีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.8 (YoY)
ภาคใต้ และภาคเหนือ มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยมีจำนวนหน่วยโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 (YoY) และร้อยละ 14.0 (YoY) ตามลำดับ และมีมูลค่าโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 (YoY) และร้อยละ 11.8 (YoY) ตามลำดับ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก มีอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการโอนฯ มากกว่าจำนวนหน่วยการโอนฯ ค่อนข้างสูง โดยมีจำนวนหน่วยโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 (YoY) และร้อยละ 19.7 (YoY) ตามลำดับ ในขณะที่มีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 20.8 (YoY) และร้อยละ 26.5 (YoY) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาจัดอันดับ 10 จังหวัดแรกที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองสูงสุด ในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า
กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นจังหวัดหลักของตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด โดยมีจำนวนหน่วยการโอนฯ สูงถึง 13,910 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 22.3 ของจำนวนหน่วยการโอนฯ ทั่วประเทศ และมีมูลค่าการโอนฯ 38,295 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30.8 ของมูลค่าการโอนฯ ทั่วประเทศ และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า มีจำนวนหน่วยการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.7 (YoY) และมีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.8 (YoY) จึงถือว่าเป็นกลุ่มหลักของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองอย่างชัดเจน
จังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่โดดเด่นในด้านจำนวนหน่วยการโอนฯ สูงสุด คือ จังหวัดปทุมธานี โดยมีจำนวนหน่วยการโอนฯ เพิ่มขึ้นสูงที่สุดร้อยละ 38.9 (YoY) รองลงมาคือ สมุทรปราการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 (YoY)
จังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่โดดเด่นด้านมูลค่าการโอนฯ สูงสุด คือ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.3 (YoY) รองลงมาคือ จังหวัดปทุมธานี เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.2 (YoY)
จังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัว คือ จังหวัดภูเก็ต มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม 10 จังหวัดแรก โดยมีจำนวนหน่วยการโอนฯ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.8 (YoY) และมีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 (YoY) รวมถึงสัดส่วนทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อย
โดยสรุป ทุกจังหวัดมีอัตราการเพิ่มขึ้น (YoY) ทั้งในด้านจำนวนหน่วย และมูลค่าการโอนฯ โดยกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นจังหวัดหลักของตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด ส่วนจังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่โดดเด่นด้านจำนวนหน่วยการโอนฯ คือ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนจังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่นด้านมูลค่าการโอนฯ คือ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปทุมธานี ในขณะที่จังหวัดภูเก็ต เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว
ภาคกลาง มีสัดส่วนการโอนฯ น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเพิ่มขึ้นด้านจำนวนหน่วยการโอนฯ สูงที่สุดเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีจำนวนหน่วยการโอนฯ เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 32.4 (YoY) และมีมูลค่าการโอนฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.7 (YoY)
โดยสรุป ทุกภูมิภาคมีอัตราการเพิ่มขึ้น (YoY) ทั้งในด้านจำนวนหน่วย และมูลค่าการโอนฯ โดยมีกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองเป็นหลัก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตก มีสัญญาณว่ามูลค่าการโอนฯ ต่อหน่วยมีแนวโน้มดีขึ้น และภาคกลาง มีสัญญาณว่ามูลค่าการโอนฯ ต่อหน่วยมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ภาคใต้และภาคเหนือ มีการอัตราการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น
ข่าวเด่น