
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เห็นชอบให้รัฐบาลไทยโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ร่วมกันผลักดันการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง และสนับสนุนเป้าหมายของโครงการก่อสร้างถนนเมืองหงสา-บ้านเชียงแมน ซึ่งมีระยะทางรวมประมาณ 114 กิโลเมตร ที่ สพพ. ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วในการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางบกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังเมืองมรดกโลกหลวงพระบางได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ เป็นโครงการพัฒนาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยโครงการดังกล่าวจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง สนับสนุนการเดินทาง การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโลกและอุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างไทย–ลาว อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาค และหมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคที่มุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงแผนพัฒนาจังหวัดน่าน (พ.ศ. 2566–2570) โดยการพัฒนาโครงการฯ จะส่งผลดีโดยตรงต่อจังหวัดน่านและมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ 2 สุขเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมูลค่าสูง ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ทั้งในเชิงโครงสร้าง ภาคการผลิต อุตสาหกรรม และบริการ การก่อสร้างสะพานดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดน่านกับแขวงหลวงพระบางอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระหว่างเมืองแฝดน่าน–หลวงพระบาง อันจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับ สปป. ลาว
โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ มีขอบเขตของโครงการ ประกอบด้วย การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งเชียงแมน-หลวงพระบาง มีความยาวของสะพาน 820 เมตร เป็นสะพานยื่นสมดุล (Balanced Cantilever Bridge) การก่อสร้างถนนฝั่งบ้านเชียงแมน เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำโขงกับถนนหงสา-บ้านเชียงแมน มีระยะทางรวมประมาณ 11.28 กิโลเมตร และการก่อสร้างและปรับปรุงถนนฝั่งเมืองหลวงพระบาง เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำโขงกับถนนหมายเลข 13 (ฝั่งหลวงพระบาง) มีระยะทางรวมประมาณ 2.77 กิโลเมตร พร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภค โดยพื้นที่ก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง อยู่ด้านเหนือของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบาง และอยู่ใกล้กับพื้นที่มรดกโลก รวมถึงดำเนินงานบำรุงรักษา 7 ปี
สำหรับโครงการดังกล่าวจะใช้รูปแบบสัญญา Output and Performance-Based Contract (OPBC) ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อ 9 การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทนทาน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืนและส่งเสริมนวัตกรรม ประยุกต์มาจากแนวทางที่ธนาคารโลก (WB) และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) ใช้ในปัจจุบันการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการบำรุงรักษาหลังงานก่อสร้างแล้วเสร็จ กำหนดให้ผู้รับจ้างได้รับค่าตอบแทนตามผลงานที่ส่งมอบและคุณภาพของการบำรุงรักษาที่ดำเนินการได้จริง ทั้งนี้ คุณภาพของงานก่อสร้างตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญต่อผลการดำเนินงานในช่วงบำรุงรักษา
แผนที่แสดงตำแหน่งโครงการสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง
ภาพงานออกแบบโครงการสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง
สะพานเชียงแมน-หลวงพระบางเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จะอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งและจะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่สำคัญเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการ เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30-45 นาทีจากปัจจุบันที่ใช้แพขนานยนต์ในการข้ามแม่น้ำโขง จากสถิตินักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่านโดยใช้เส้นทางถนนสายเมืองหงสา-เมืองจอมเพชร-บ้านเชียงแมน และใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขง ระยะเวลาท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน ค่าใช้จ่ายเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทย คนละ 4,500 บาท ในระยะเวลา 5 ปีแรกจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน คิดเป็นมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท ให้กับจังหวัดน่าน
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป. ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างไทยด้านจังหวัดน่านกับแขวงหลวงพระบาง โดยเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียมต้องอาศัยเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกระหว่างจังหวัดน่านผ่านแขวงไซยบุรี แวะเปลี่ยนรถยนต์บรรทุกต่อไปยังแขวงหลวงพระบางทำให้ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขนส่งสินค้าผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังแขวงหลวงพระบางโดยตรงด้วยรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ยังไม่สามารถทำได้ ด้วยติดปัญหาการข้ามแม่น้ำโขงที่บ้านเชียงแมน เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง ดังนั้น หากมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง จะทำให้การส่งสินค้าจากไทยไปแขวงหลวงพระบางผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ทำได้สะดวกขึ้นไม่ต้องอ้อมผ่านแขวงไซยบุรี คาดว่าจะทำให้มูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภท น้ำมันเชื้อเพลง วัสดุก่อสร้าง และอาหารและเครื่องดื่ม
การร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป. ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนในภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นใน จังหวัดน่าน และเขตเศรษฐกิจพิเศษหลวงพระบาง ส่งเสริมความร่วมมือของผู้ประกอบการระหว่างไทยกับ สปป. ลาว โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับประโยชน์ทางตรงจากโครงการโดยสามารถขนส่งสินค้าและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากการมีโอกาสในการประกอบอาชีพจากการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนที่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะได้รับส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว สพพ. จะสนับสนุนเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนในวงเงิน 1,783.67 ล้านบาท โดยกำหนดให้มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายใต้โครงการจากไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ รวมทั้งใช้ผู้ประกอบการงานก่อสร้างและที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างจากไทยเป็นหลักในการดำเนินโครงการ โครงการมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการได้ภายใน ปี พ.ศ. 2570 และแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2574
ข่าวเด่น