การค้า-อุตสาหกรรม
บมจ.ไทยออยล์รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ "ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน จากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ท่ามกลางสัญญาณความคืบหน้าเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน"


 
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (11 – 17 ก.ย. 69)
 
ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน จากความเสี่ยงด้านการขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง เนื่อจากกลุ่มฮูตีมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นจากความพยายามของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและอิหร่านในการผลักดันข้อตกลงชั่วคราวด้านการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบยังขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทางด้านความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นจากความพยายามทางการทูตของสหรัฐฯ ซึ่งหากนำไปสู่การยุติสงคราม อาจช่วยเพิ่มการส่งออกพลังงานของรัสเซียและลดความกังวลด้านอุปทาน นอกจากนี้ ตลาดจับตาการประชุม Fed ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 16-17 ก.ย. 69 โดยตลาดให้น้ำหนัก 72.4% ต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75 – 4.00% ซึ่งอาจกดดันอุปสงค์น้ำมันในระยะถัดไป 
 
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
 
• ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังจากผู้แทนพิเศษสหประชาชาติเยเมน เตือนว่าสงครามในเยเมนได้เข้าสู่ระยะที่อันตรายมากขึ้น หลังกลุ่มฮูตีได้เข้ายึดครองเมืองท่า Mocha ของเยเมน และรุกคืบตามแนวชายฝั่งทะเลแดงไปยังหมู่เกาะยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ส่งผลให้กลุ่มฮูตีมีอิทธิพลต่อพื้นที่ทางเข้าของช่องแคบบับเอลมันเดบมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาค อย่างไรก็ดี แม้ว่า กลุ่มฮูตีจะระบุว่าการเดินเรือในทะเลแดงยังคงปลอดภัยสำหรับเรือทุกลำยกเว้นเรือของซาอุดีอาระเบีย แต่ตลาดยังคงกังวลต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว
 
• สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC)   ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และโอมาน มีกำหนดการหารือร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 69 ณ ประเทศโอมาน เพื่อสนับสนุนความพยายามของโอมานและอิหร่านในการผลักดันข้อตกลงชั่วคราวสำหรับการบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงลดความตึงเครียดในภูมิภาค หลังจากก่อนหน้าอิหร่านได้ทำการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของ GCC และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงจับตาท่าทีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบยังขึ้นอยู่กับการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ยังคงยืนกรานว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ครอบคลุมประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย
 
• ตลาดจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เนื่องจากมีสัญญาณเชิงบวกจากความพยายามทางการทูตของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้มีการหารือกับประธานาธิบดีรัสเซีย นายวลาดิเมียร์   ปูติน เกี่ยวกับแนวทางในการผลักดันข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในยูเครน โดยการเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางเยือนรัสเซียเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการยุติความขัดแย้ง โดยทำเนียบขาวระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแผนการที่เป็นรูปธรรมสำหรับขั้นตอนถัดไป และคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าผลักดันการเจรจา แต่ตลาดยังคงตั้งข้อสงสัยต่อความจริงจังของรัสเซียในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงมีจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นสำคัญของการเจรจา โดยเฉพาะประเด็นด้านดินแดน ทั้งนี้ ตลาดมองว่าหากการเจรจานำไปสู่การยุติความขัดแย้งในอนาคต อาจเปิดทางให้รัสเซียสามารถส่งออกพลังงานสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานน้ำมันและลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานในระยะถัดไป
• ตลาดจับตาแนวโน้มในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จากการประชุมของธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 16 – 17 ก.ย. 69 โดยตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% หลังจากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับเพิ่มขึ้น 4.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ และสูงกว่าระดับ 4.3% ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ณ วันที่ 11 ก.ย. 69 ให้น้ำหนักสูงถึง 72.4% ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจากที่ระดับ 3.50% - 3.75% สู่ 3.75% - 4.00%

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 – 10 ก.ย. 69)
 
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 7.42 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 95.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 6.89 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 100.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด โดยกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่านจำนวน 5 ลำบริเวณเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบสำคัญของอิหร่าน ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน รวมถึงมีการโจมตีเรืออีก 10 ลำในภูมิภาค ทั้งนี้ การโจมตีของสหรัฐฯ ถือเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศสิ้นสุดลง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความกังวลว่าอิหร่านอาจยกระดับการตอบโต้ทางทหารเพิ่มเติมเพราะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยืนยันว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อภายใต้มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ขณะที่ กลุ่มกบฏฮูตีได้ทำการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 70 ราย และเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม อิรักเรียกร้องให้กลุ่ม OPEC+ ปรับเพิ่มโควต้าการผลิตน้ำมันของอิรัก โดยอิรักต้องการที่จะผลิตน้ำมันดิบที่ระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเพดานการผลิตปัจจุบันที่อยู่ราว 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ อิรักเคยส่งสัญญาณในเดือน มิ.ย. 69 ว่าอิรักอาจพิจารณาถอนตัวออกจากกลุ่มหากไม่ได้รับการปรับโควต้าการผลิตที่เหมาะสม โดยก่อนหน้า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มในช่วงเดือน เม.ย. 69

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ก.ย. 2569 เวลา : 13:04:18
15-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 15, 2026, 5:23 am