
ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ "เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด" (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)


มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ

สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป
ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป
ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
ข่าวเด่น