หุ้นทอง
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "คาด SET แกว่งขึ้น ปัจจัยกดดันคลายตัว"


คาด SET แกว่งขึ้น ราคาน้ำมันที่ย่อตัวลงและ Bond Yield สหรัฐฯ ที่ร่วงลง ช่วยหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง โดยคาดตลาดจะสลับกลุ่มจากหุ้นพลังงานต้นน้ำไปยังหุ้นกลุ่ม Anti-Oil ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ น่าจะขยับขึ้นหนุนดัชนีได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้ติดตามการประชุม BoJ หากขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด อาจมีผลต่อ Fund Flow ในระยะถัดไป และ FTSE Rebalance มีผลวันนี้ อาจเกิดความผันผวนช่วงท้ายตลาด ทางเทคนิคดัชนีฟื้นตัว แต่หากไม่ผ่าน 1600 อาจเป็นเพียงรีบาวด์ระยะสั้น

ประเด็นสำคัญ

• ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลง 0.95%DoD หลังคลายกังวลอุปทานชะงักงันหลังมีรายงานว่าซาอุฯ ตัดสินใจเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชียผ่านโอมาน และ EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบสัปดาห์ก่อนลดลงต่ำกว่าคาด อีกทั้ง Reuters รายงานจีนได้ติดต่ออิหร่านให้ใช้อิทธิพลเข้าแทรกแซงฮูตีในการโจมตีซาอุฯ บริเวณช่องแคบในฝั่งทะเลแดง ระยะสั้นมองบวกต่อกลุ่ม Anti-Oil (THAI BA GPSC BGRIM) แต่ลบต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP)

• BoE มีมติ 6-3 คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% แม้เงินเฟ้อคงสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% แต่ส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยหากราคาพลังงานปรับขึ้น สะท้อนความเสี่ยงนโยบายการเงินตึงตัวเกิดขึ้นทั่วโลก ขณะที่วันนี้จับตาผลการประชุม BoJ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทาง Yen Carry Trade ส่งผลกระทบต่อ Fund Flow ทั่วโลกได้ มองเป็นกลางถึงลบต่อกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและกลุ่มที่มีหนี้สินสูง

• รมว. คลังยืนยันการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสสองใน ต.ค.-พ.ย. 2026 โดยจะอุดหนุน 60/40 และดึงงบกู้ 4 แสนลบ. ส่วนแรกที่คงเหลือมาใช้ เตรียมจะนำเข้าเสนอ ครม. พิจารณาในวันที่ 22 ก.ย. นี้ ช่วยพยุงกำลังซื้อในประเทศต่อเนื่อง มองบวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL CPAXT BJC)

• นายกฯ เผยความคืบหน้าการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ว่าใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว โดยมีทิศทางที่เป็นบวก และเตรียมขอสิทธิประโยชน์พิเศษจากสหรัฐฯ หลังได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขกรณีความขัดแย้งกัมพูชาแล้ว มองบวกต่อกลุ่มส่งออกอาหาร โดยมีอานิสงส์เพิ่มเติมจากเงินบาทที่อ่อนค่า (TU ITC)

• กระทรวงการคลัง, ตลท. และ ก.ล.ต. ลงนาม MOU ดันโครงการ “BOI to IPO” สนับสนุนการดึงดูดธุรกิจ New Economy เข้าลงทุนในไทยผ่านสิทธิประโยชน์จูงใจต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษี, อำนวยความสะดวกผ่านการระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ระยะยาวมองบวกต่อกลุ่มนิคมฯ (AMATA WHA) และกลุ่มที่มีธุรกิจวาณิชธนกิจ (KKP)

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ แม้ได้แรงพยุงจากหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น แต่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยมหภาค หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และ Dot Plot ชี้เตรียมขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้ รวมถึงต้องจับตาผลประชุม BoJ ที่อาจกระทบ Yen Carry Trade และ Fund Flow โลก กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

1. Defensive & High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาดก่อนการประชุมเฟดและประเด็นการเมืองในประเทศ ได้แก่ BBL KTB HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC 

2. Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP BCP TOP SPRC) และเดินเรือ (PSL TTA) อีกทั้ง Bond Yield ที่ทรงตัวสูง ยังส่งผลดีต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB BBL KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)

3. Policy Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF GUNKUL AMATA WHA) จากความคืบหน้าร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCCC) จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและลุ้นผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี FY2027, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL CRC ERW CENTEL AOT) จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) จากนโยบายส่งเสริมลงทุนด้าน Data Center/AI

4. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไร 2H26 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH MTC TIDLOR

Daily Top Picks

AMATA: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากโครงการ “BOI to IPO” ดึงดูดการลงทุน New Economy สู่ไทย และบริษัทจีนรายใหญ่จะลงทุนกว่า 3.1 พันลบ. ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี คาดยอดขายที่ดินปี 2026 ที่ 2,800 ไร่ และจะรับรู้รายได้จาก Backlog ราว 40-50% ใน 2H26 นี้ คาดกำไรปีนี้ที่ 4.7 พันลบ. โต 50% เป้าหมายระยะสั้นที่ 33.75 บาท

BGRIM: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับลง ขณะที่มีโอกาสการเติบโตผ่านการขยายกำลังการผลิตตาม PDP2026 และ Direct PPA, การบริหารจัดการและส่งพลังงานบน EPaaS รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของ SMR กับพันธมิตรในระยะยาว เป้าหมายระยะสั้นที่ 19.30 บาท


 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 ก.ย. 2569 เวลา : 11:46:11
18-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 18, 2026, 2:40 pm