เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "คาร์บอนเครดิตไทยคงเหลือ 24 ล้านตัน สะท้อนโอกาสหรือโจทย์ตลาด"


• ข้อมูลปริมาณการชดเชยคาร์บอนเครดิต (Compensated Carbon Credits) ล่าสุด จำนวน 2.72 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองทั้งหมดจำนวน 27 ล้าน tCO2e สะท้อนปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คงเหลือในระบบทะเบียนกว่า 24.28 ล้าน tCO2e ซึ่งยังคงเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย

• อย่างไรก็ดี คาร์บอนเครดิตคงเหลือในระบบยังไม่ควรถูกตีความว่าเป็นอุปทานที่พร้อมขายทั้งหมด เนื่องจากเครดิตบางส่วนอาจถูกเจ้าของถือไว้เพื่อใช้ชดเชยการปล่อยขององค์กรเอง สำรองไว้รองรับเป้าหมาย Net Zero หรือรอจำหน่ายเมื่อราคาและความต้องการปรับตัวดีขึ้นในอนาคต

• นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตแต่ละหน่วยยังมีคุณภาพและความต้องการของตลาดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก ประเภทโครงการ ปีที่เกิดเครดิต ความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ผู้ซื้อบางรายอาจต้องการเฉพาะเครดิตจากป่าไม้ พลังงานสะอาด หรือโครงการที่มีความเป็นส่วนเพิ่มสูง ทำให้เครดิตบางประเภทแม้ยังอยู่ในทะเบียน แต่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ

• ปัจจัยด้านราคายังเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกคาร์บอนเครดิตคงเหลือ ออกจากคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายได้ หากราคาที่เจ้าของเครดิตต้องการสูงกว่าความเต็มใจจ่ายของผู้ซื้อ หรือผู้ซื้อเห็นว่าเครดิตมีความเสี่ยงด้านคุณภาพและชื่อเสียง การซื้อขายก็อาจไม่เกิดขึ้น แม้เครดิตจะมีสถานะพร้อมใช้งานในทะเบียนก็ตาม สต็อกจำนวนมากจึงอาจสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่ยังจำกัด ความไม่สอดคล้องด้านราคา และการแบ่งส่วนแบ่งตลาดตามคุณภาพเครดิต

• ในระยะข้างหน้า อุปสงค์คาร์บอนเครดิตมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐและการยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เช่น การกำหนดเป้าหมาย Carbon Neutral สำหรับหน่วยงานรัฐ องค์กรต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย (TH ETS) ซึ่งอาจอนุญาตให้นิติบุคคลควบคุมนำคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์มาใช้หักกลบภาระบางส่วน อย่างไรก็ดี อุปสงค์ที่จะเกิดขึ้นอาจกระจุกตัวอยู่ในเครดิตคุณภาพสูงที่ผ่านเกณฑ์ด้านวิธีการ ปีที่เกิดเครดิต การตรวจสอบ และการป้องกันการนับซ้ำ จึงอาจไม่ได้ช่วยดูดซับเครดิตคงเหลือได้ทุกประเภท

• สำหรับภาคธุรกิจไทย สต็อกที่สูงอาจสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยอาจกดดันราคาคาร์บอนเครดิตและผลตอบแทนของโครงการทั่วไป แต่ในอีกด้านหนึ่งจะยิ่งเพิ่มมูลค่าให้เครดิตคุณภาพสูงที่มีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อ ธุรกิจจึงไม่ควรวางกลยุทธ์ชดเชยจากราคาและปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาคุณภาพ ความเหมาะสมต่อวัตถุประสงค์ และความเสี่ยงต่อชื่อเสียงควบคู่กัน

บันทึกโดย : วันที่ : 22 ก.ย. 2569 เวลา : 14:42:30
22-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 22, 2026, 10:24 pm