เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
คนไทยเที่ยวเมืองนอกสูงสุดเป็นประวัติการณ์


• ปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศ 13.06 ล้านคน และใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในแง่จำนวนคนและการใช้จ่าย
 
• จีนขึ้นเป็นจุดหมายอันดับ 1 หลังฟรีวีซ่าช่วยลดอุปสรรคในการเดินทาง แต่ความได้เปรียบยังมาจากความคุ้มค่า โครงสร้างพื้นฐาน และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว
 
• จุดหมายยอดนิยมแต่ละประเทศมี “จุดขาย” ต่างกัน ตั้งแต่ความสะดวก Connectivity ไปจนถึงประสบการณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวยอมจ่ายมากขึ้น
 
• กรณีของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นอีกด้านว่า “ความไม่แน่นอน” ก็เป็นต้นทุนของการเดินทาง และอาจทำให้นักท่องเที่ยวเลือกจุดหมายอื่น
 
• การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแหล่งท่องเที่ยวหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้การเดินทาง ง่าย คุ้มค่า สะดวก และสร้างประสบการณ์ที่ดี
 
ปี 2568 คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศกว่า 13.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.4% และสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายจ่ายรวมแตะ 5.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29.5% คิดเป็นเงินกว่า 1,530 ล้านบาทต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณ 42,790 บาทต่อทริป หรือราว 6,609 บาทต่อวัน
 
ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของจีน หลังความตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรไทย–จีนช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นมาก แต่แม้ตัดรายจ่ายของคนไทยที่เดินทางไปจีนออกทั้งหมด รายจ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยก็ยังสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2568 จึงไม่ได้มีเพียง “China Effect” แต่เป็นการกลับมาของความต้องการเดินทางต่างประเทศในวงกว้าง
 
แต่ละประเทศทำอะไร จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยได้สำเร็จ

จีน: ฟรีวีซ่าคือจุดเริ่มต้น แต่ “ความคุ้มค่า” ทำให้คนอยากไป

จีนขึ้นเป็นจุดหมายอันดับ 1 ด้วยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 3.06 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด และมีรายจ่ายรวมกว่า 120,253 ล้านบาท
39,317 บาทต่อทริป | 5,670 บาทต่อวัน | 6.9 วัน
 
ความตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรไทย–จีนที่มีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และความยุ่งยากก่อนออกเดินทาง แต่ฟรีวีซ่าเพียงอย่างเดียวคงอธิบายไม่ได้ทั้งหมดว่าเหตุใดจีนจึงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
 
จีนมีทั้งระบบขนส่งที่ครอบคลุมและแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ตั้งแต่มหานคร เมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ไปจนถึงเมืองหิมะ ขณะที่คนไทยใช้เงินเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่าญี่ปุ่นประมาณ 24% จุดแข็งของจีนจึงอยู่ที่ Value for Money ฟรีวีซ่าช่วยลดอุปสรรค ส่วนความคุ้มค่าช่วยให้จีนแข่งขันกับจุดหมายอื่นได้ดีขึ้น
 
มาเลเซีย: เมื่อข้อได้เปรียบคือ “ไปง่าย”

มาเลเซียเป็นจุดหมายอันดับ 2 ด้วยนักท่องเที่ยวไทย 1.72 ล้านคน และมีรายจ่ายรวมประมาณ 33,381 ล้านบาท
19,407 บาทต่อทริป | 4,652 บาทต่อวัน | 4.2 วัน
 
ข้อได้เปรียบสำคัญคือความใกล้และความสะดวก ไทยและมาเลเซียมีพรมแดนติดกัน ทำให้เดินทางได้ทั้งรถยนต์ รถโดยสาร รถไฟ และเครื่องบิน ขณะที่กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง และยะโฮร์บาห์รูเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางการเดินทาง
 
มาเลเซียจึงเป็นตัวอย่างว่า Accessibility สามารถเป็น Competitive Advantage ได้ไม่ต่างจากตัวแหล่งท่องเที่ยวเอง

ลาว: เมื่อ Connectivity เปลี่ยนวิธีที่คนเดินทาง
 
คนไทยเดินทางไปลาวกว่า 1.44 ล้านคน และใช้จ่ายรวมประมาณ 22,057 ล้านบาท
15,313 บาทต่อทริป | 4,229 บาทต่อวัน | 3.6 วัน
 
ลาวได้เปรียบจากความใกล้ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และความเชื่อมโยงกับไทยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง รถไฟลาว–จีนที่เปิดให้บริการในปี 2564 ทำให้การเดินทางจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงและหลวงพระบางรวดเร็วขึ้น และยังเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้

เมื่อเมืองต่าง ๆ เข้าถึงง่ายขึ้น ต้นทุนด้านเวลาของนักท่องเที่ยวก็ลดลง กรณีของลาวจึงแสดงให้เห็นว่า Connectivity ไม่ได้ช่วยเฉพาะการค้าและโลจิสติกส์ แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ภาคท่องเที่ยวด้วย
 
ญี่ปุ่น: ประเทศที่คนไทย “ยอมจ่าย”
 
ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 4 ด้วยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 1.23 ล้านคน และมีรายจ่ายรวมประมาณ 63,269 ล้านบาท
51,558 บาทต่อทริป | 7,902 บาทต่อวัน | 6.5 วัน

แม้จำนวนผู้เดินทางจะต่ำกว่าจีน มาเลเซีย และลาว แต่รายจ่ายรวมกลับสูงกว่ามาเลเซียและลาวอย่างชัดเจน โดยญี่ปุ่นมีธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม แหล่งชอปปิ้ง ความสะอาด ความปลอดภัย และระบบขนส่งที่เดินทางด้วยตัวเองได้ง่าย ทำให้นักท่องเที่ยวไทย ยอมจ่ายมากขึ้นต่อหนึ่งทริป
 
การแข่งขันของญี่ปุ่นจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ มูลค่าที่สร้างได้จากนักท่องเที่ยวแต่ละคน
 
สหราชอาณาจักร: ตลาดไกลที่กลับมาคึกคัก
 
ปี 2568 คนไทยเดินทางไปสหราชอาณาจักรกว่า 4.92 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 39.7% และมีรายจ่ายรวมกว่า 64,627 ล้านบาท
131,089 บาทต่อทริป | 9,619 บาทต่อวัน | 13.6 วัน

แม้จะเป็นตลาดระยะไกล แต่รายจ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงกว่าจุดหมายหลักในเอเชียหลายเท่า ส่วนหนึ่งมาจากระยะเวลาพำนักที่ยาวกว่า รวมถึงการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การศึกษา และเยี่ยมญาติ สะท้อนว่าการเดินทางต่างประเทศของคนไทยไม่ได้ฟื้นเฉพาะประเทศใกล้บ้านหรือจุดหมายราคาประหยัดเท่านั้น ตลาด Long-haul ก็กลับมาคึกคักเช่นกัน
 
เกาหลีใต้: เมื่อ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นต้นทุน
 
ก่อนโควิด ในปี 2562 มีคนไทยเดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 5.59 แสนคน แต่ปี 2568 ลดลงเหลือประมาณ 3.28 แสนคน หดตัว 13.8% จากปีก่อน และหล่นมาอยู่ในอันดับ 13
 
เกาหลีใต้ไม่ได้สูญเสียจุดแข็งด้านวัฒนธรรม อาหาร K-Pop หรือแหล่งท่องเที่ยว แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาคนไทยลักลอบทำงานผิดกฎหมายทำให้การตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดขึ้น และมีกรณีนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองจนกลายเป็นประเด็นในไทย
 
ความไม่แน่นอนเหล่านี้มีต้นทุน เพราะนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋ว จองโรงแรม วางแผนวันลา และเตรียมค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง หากยังไม่มั่นใจว่าจะผ่านด่านเข้าเมืองได้หรือไม่ ต้นทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเดินทางก็สูงขึ้น และเมื่อมีทางเลือกอื่นที่เดินทางง่ายกว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนก็สามารถเปลี่ยนจุดหมายได้
 
เกาหลีใต้ทำให้เห็นว่าการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้มีเพียงการทำให้คน “อยากมา” แต่ต้องทำให้คน “มั่นใจว่าจะมาได้” ด้วย
 
จาก Outbound Boom สู่บทเรียนสำหรับการท่องเที่ยวไทย
 
สิ่งที่เห็นจากหลายประเทศคือ นักท่องเที่ยวไม่ได้ตัดสินใจจากแหล่งท่องเที่ยวหรือราคาเพียงอย่างเดียว การค้นหาข้อมูล เที่ยวบิน การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ระบบขนส่ง การชำระเงิน ไปจนถึงบริการระหว่างทริป ทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ

สำหรับประเทศไทย การดึงนักท่องเที่ยวให้ได้มากขึ้นอาจเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว แต่การทำอย่างไรให้คนที่เลือกมาเที่ยวไทยรู้สึกว่า การเดินทางครั้งนี้ง่าย คุ้มค่า อุ่นใจ และอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้จ่ายเพียง “เงิน” แต่ยังจ่ายด้วย เวลาและความสะดวกสบาย
 
ดังนั้น ประเทศที่ “คุ้มกับเงินและเวลาที่จ่ายไป” ก็จะมีโอกาสอยู่ในตัวเลือกของนักท่องเที่ยวมากขึ้น
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ก.ย. 2569 เวลา : 21:11:50
22-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 22, 2026, 10:24 pm