
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ เกี่ยวกับการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 เพิ่มเติม โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบการทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบัน และมิให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ จากการหารือร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้แก่
1.1 กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่นับรวมผู้เรียนในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้
1.2 กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ไม่นับรวม
กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจชุมชน
1.3 กรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์ โดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชีหรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมกันทั้งหมดทุกบัญชี ไม่เกิน 5,000 บาท
1.4 กรณีผู้มีบัญชีถือครองตราสารหนี้ โดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่มีมูลค่ารวมกันทั้งหมด ไม่เกิน 5,000 บาท
1.5 เกณฑ์รถ ไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี และรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม และรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดชนิด แบบ รุ่น รถมูลค่าสูง รถสะสม เพื่อเป็นเกณฑ์พิจารณาตามโครงการฯ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ลงวันที่ 4 กันยายน 2569
2. มอบหมายหน่วยงานของรัฐนำข้อเสนอแนะการบูรณาการข้อมูลผู้ลงทะเบียนไปดำเนินการเพื่อต่อยอดการช่วยเหลือประชาชนนอกเหนือจากโครงการฯ ปี 2569 อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทยควรพิจารณาสภาพความเป็นอยู่และความต้องการของประชาชนแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเหมาะสม สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐควรพิจารณากำหนดมาตรการแก้ไขภาระหนี้สิน และสินเชื่อที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการควรพิจารณาส่งเสริมการให้ความรู้ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และการเข้าสู่ตลาดแรงงานที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละบุคคล รวมทั้ง หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติควรตรวจสอบกรณีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และปรับปรุงฐานข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันต่อเนื่อง
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า การทบทวนเกณฑ์ครั้งนี้ยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และเหมาะสม จะช่วยให้การตรวจสอบคุณสมบัติมีประสิทธิภาพ ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และทำให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริงได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันการบูรณาการข้อมูลผู้ลงทะเบียนจะยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐจะส่งผลให้การช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โครงการฯ ปี 2569 จะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569 และผู้ผ่านคุณสมบติทุกรายเริ่มรับสิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตน (e-KYC) ได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 และที่ธนาคารกรุงไทย ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570
ข่าวเด่น