หุ้นทอง
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "คาด SET แกว่งสลับฟื้นตัว ยังรอปัจจัยใหม่หนุน"


 

คาด SET แกว่ง sideways-up ราคาน้ำมันยังขยับลงต่อหลังคลายความกังวลอุปทานชะงักงัน ตลาดยังจับตาการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านว่าจะมีความคืบหน้าหรือไม่ ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ขยับขึ้นเล็กน้อยหลังความเห็นเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายหนุนปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นปัจจัยกดดันเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม คาดหุ้นกลุ่ม อิเล็กฯ ยังหนุนตลาดได้ต่อตามการปรับขึ้นของหุ้น Tech โลก ทางเทคนิคดัชนีปรับขึ้นแต่มีแรงขายสลับเข้ามา แต่หากยังยืนเหนือ 1600 จุดได้ ภาพการฟื้นตัวจะชัดขึ้นเป็นลำดับ

ประเด็นสำคัญ

• ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 1.1%DoD ปิดที่ $99.25/bbl ต่ำสุดรอบ 2 สัปดาห์ จากการคลายความกังวลอุปทานน้ำมันตะวันออกกลาง หลังมีรายงานซาอุฯ จะกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline อีกครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเผยอิหร่านสามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใน 7 วัน หากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางทหารและยกเลิกปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ระยะสั้นมองบวกต่อกลุ่ม Anti-Oil (THAI BA GPSC BGRIM) แต่ลบต่อพลังงานต้นน้ำ (PTTEP)

• ปธน. ทรัมป์สนับสนุนมาตรการห้ามส่งออกดีเซลของสหรัฐฯ หลังราคาเชื้อเพลิงในประเทศทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประเมินหากบังคับใช้จะกักอุปทานดีเซลไว้ในสหรัฐฯ ดึงส่วนต่างราคากลั่นเอเชียสูงขึ้นและหนุนค่าการกลั่นของโรงกลั่นไทย แต่เป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนขนส่ง มองบวกต่อกลุ่มโรงกลั่น (TOP SPRC IRPC)

• ครม. มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสสอง รวม 1,000 บาท/คน สำหรับช่วง ต.ค.-พ.ย. 2026 และเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านคุณสมบัติก่อน 1 ต.ค. 2026 จากเดิม 300 บาท/คน เป็น 1,000 บาท/คน ในเดือน ต.ค. 2026 ซึ่งจะสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศ มองบวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPAXT TNP) และไฟแนนซ์ (TIDLOR MTC SAWAD)

• วันนี้จับตาหุ้น GULF หลัง Singtel พ้นระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up) 90 วัน ทำให้หุ้นที่เหลือ 4.95% หรือ 739 ล้านหุ้น เป็น Overhang ที่สามารถขายได้อิสระและไม่ต้องรายงาน ก.ล.ต. ตามเกณฑ์ 246-2 แม้พื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน แต่ระยะสั้นกดดันจิตวิทยาลงทุนและจำกัด Upside ของราคาหุ้น มองเป็นกลางถึงลบต่อราคาหุ้น GULF

• ฐานะกองทุนน้ำมันฯ คาดแตะ 1 แสนลบ. ปลาย ก.ย.-ต้น ต.ค. นี้ จากการพยุงราคาน้ำมันราว 700 ลบ./วัน ส่งผลให้รัฐเตรียมเสนอกู้เพิ่มอีก 1 แสนลบ. และกำลังพิจารณาทางเลือกพยุงราคาเฉพาะกลุ่มเพื่อลดภาระกองทุนฯ ความไม่แน่นอนของนโยบายอุ้มราคาพลังงานสร้างความกังวลต่อค่าการตลาด มองลบต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR, PTG)

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง (Downside Risk) หลังดัชนียังไม่สามารถยืนเหนือระดับแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุดได้ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish ผ่าน Dot Plot ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวสูง, แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทรงตัวสูงเหนือ US$100/bbl กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip”

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET ผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง หลังดัชนีหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุด อีกทั้งบรรยากาศลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้, แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูง กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ ดังนี้

1. Rate Hike & Weak Baht Play ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสร้างความได้เปรียบด้าน Reinvestment Yield โดยกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดอายุสามารถนำไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL KTB) และกลุ่มประกันชีวิต (TLI) รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างกลุ่มส่งออก (TU)

2. Domestic Play ที่อิงรายได้ในประเทศเป็นหลัก มีอำนาจต่อรองราคาสูง และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้มีความทนทานต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ดี ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CRC) และกลุ่มการแพทย์ (BCH PR9)

3. High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาด ได้แก่ BBL 
KTB FTREIT LHSC 

Daily Top Picks

CENTEL: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากช่วงวันหยุดยาวในกลุ่มประเทศเอเชีย (ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และจีน) หนุนจำนวน นทท. ต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระยะต่อไป ขณะที่เริ่มเห็นสัญญาณ RevPAR เร่งตัวขึ้นใน 2H26 ทั้งโรงแรมในไทยและต่างประเทศ (มัลดีฟส์, ดูไบ) คาดกำไรปกติปี 2026F จะเติบโต 18% เป้าหมายระยะสั้นที่ 45.50 บาท

GPSC: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับลง และมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตผ่านการขยายกำลังการผลิตจาก PDP2026, นโยบาย Direct PPA และในอินเดียผ่าน Avaada Energy, ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามอุตฯ Data Center และการศึกษาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป้าหมายระยะสั้นที่ 49.75 บาท
 

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ก.ย. 2569 เวลา : 12:05:59
23-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 23, 2026, 8:45 pm