การค้า-อุตสาหกรรม
กยท. ร่วมกับ MRB เร่งขับเคลื่อนความร่วมมืออุตสาหกรรมยางและเศรษฐกิจของไทย-มาเลเซีย ตั้งคณะทำงานร่วมผลักดัน "การค้า - ความยั่งยืน - วิจัย" มุ่งสร้างมาตรฐานสากล รองรับกฎหมายการค้าโลก


การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสกับ Malaysian Rubber Board (MRB) ภายใต้ความร่วมมืออุตสาหกรรมยางและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง กยท. และ MRB พร้อมตั้งคณะทำงานด้านการค้า อุตสาหกรรม และความยั่งยืน และด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกันให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมยางให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น 

 
 
นายศันสนะ สุริยะโยธิน กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ซึ่งได้มีความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางและเศรษฐกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย และ Malaysian Rubber Board (MRB) ภายใต้บันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 นับว่าเป็นโอกาสดีของอุตสาหกรรมยางพาราที่จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยกำหนดขอบเขตและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงจัดตั้งหรือกำหนดรูปแบบคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดผลในทางปฏิบัติ และตั้งใจที่จะสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสององค์กรให้มีความก้าวหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนายางพาราตามความต้องการของตลาด พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) โดยบทบาทของ กยท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและบริหารจัดการภาคยางพาราของไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งความร่วมมือกับ MRB จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ตามกรอบความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีที่จะสนับสนุนการกำหนดกิจกรรมร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งสองประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น 

 
นายศันสนะ เผยว่า การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสในครั้งนี้ ทั้งไทยและมาเลเซีย ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการค้า อุตสาหกรรม และความยั่งยืน และด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะมุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน ได้แก่ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากประเทศผู้ใช้ อาทิ สหภาพยุโรปที่การประเมินควรจะอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงต่ำ หรือเรื่องต้นทุนความยั่งยืนที่คำนึงถึงภาระของผู้ประกอบการและแนวทางให้เกษตรกรรายย่อยได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ต้นทุนทั้งห่วงโซ่อุปทานเป็นต้นทุนที่แท้จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของยางพาราที่ทั้งสองประเทศต้องดูแลทั้งระบบ รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราให้มีมาตรฐานเดียวกัน และสามารถรองรับกฎหมาย หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่มิใช่ EUDR เท่านั้น แต่สามารถรองรับได้ทุกมาตรฐาน หรือทุกกฎหมายจากประเทศผู้ใช้ ทั้งนี้ กลไกคณะทำงาน เน้นกระชับ ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับภารกิจที่พร้อมดำเนินการ โดยระบุ กิจกรรมสำคัญ กรอบเวลา และผลลัพธ์ที่คาดหวังให้ชัดเจน
 
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 02 ต.ค. 2569 เวลา : 18:29:13
02-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 2, 2026, 8:07 pm