การค้า-อุตสาหกรรม
กรมสรรพสามิตโชว์ผลปราบปราม 12 เดือน ปีงบประมาณ 2569 จับ 39,305 คดี ค่าปรับรวมกว่า 1,069 ล้านบาท เดินหน้าปราบปรามเชิงรุกด้วยข้อมูล สกัดสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง


กรมสรรพสามิตเปิดเผยผลการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 12 เดือน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จับกุมผู้กระทำผิดรวม 39,305 คดี ค่าปรับรวมกว่า 1,069 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า 5,420 ล้านบาท โดยยาสูบยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมาคือสุรา และน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน พร้อมยกระดับการปราบปรามเชิงรุกด้วย Data Driven Enforcement วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ สกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ

 
ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 12 เดือน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่ากรมสรรพสามิต เดินหน้าป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีได้   รวม 39,305 คดี มีค่าปรับรวมกว่า 1,069 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับรวมกว่า 5,420 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 2,848 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.81

 
สำหรับผลการปราบปรามจำแนกตามประเภทสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ยาสูบ จำนวน 24,321 คดี ค่าปรับกว่า 733 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า 5,273 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางยาสูบในประเทศและต่างประเทศ จำนวนรวม 6,213,590 ซอง แสดงให้เห็นว่ายาสูบยังคงเป็นสินค้าที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญในการสกัดกั้นและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและการกระจายสินค้าผิดกฎหมาย อันดับ 2 สุรา จำนวน 11,699 คดี ค่าปรับกว่า 133 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า 37 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางสุราในประเทศ จำนวน 149,603.258 ลิตร และสุราต่างประเทศ จำนวน 24,922.977 ลิตร และ อันดับ 3 น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 875 คดี ค่าปรับกว่า 83 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า 4.7 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางรวม 2,604,881 ลิตร

 
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมสรรพสามิตได้ยกระดับ แนวทางการป้องกันและปราบปรามจากการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นการจับกุมภายหลังเกิดเหตุ สู่การทำงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data Driven Enforcement โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมสรรพสามิตได้ประกาศใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปราบปราม
 
 
 
นอกจากนี้ ได้นำแนวคิดการป้องกันและปราบปรามแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” มาใช้ในการดำเนินงาน โดย ต้นน้ำ มุ่งสกัดกั้นบริเวณแนวชายแดนและแหล่งที่มาของสินค้า กลางน้ำ มุ่งติดตามเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า ขณะที่ ปลายน้ำ มุ่งตรวจสอบร้านค้า ตลาด และช่องทางจำหน่าย รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และการขนส่งพัสดุ เพื่อสกัดกั้นสินค้าไม่ให้เข้าสู่ตลาดและถึงมือผู้บริโภค สำหรับพื้นที่ชายแดน กรมสรรพสามิตมุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทั้งทางบกและทางทะเล โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรม ได้เพิ่มมาตรการติดตาม การกระจายสินค้า การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขนส่งพัสดุ เพื่อให้สามารถสกัดกั้น  การกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 
 
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมสรรพสามิตจะเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและเท่าทันรูปแบบการกระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเปลี่ยนจากแนวคิด “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง ลดการเข้าสู่ตลาด สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษารายได้ของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบภาษีและเศรษฐกิจของประเทศ
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ต.ค. 2569 เวลา : 18:24:15
08-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 8, 2026, 8:45 pm